อนุสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กทุกคนให้เสมอภาค โดยได้มีการออก "ระเบียบกรมกิจการเด็กและเยาวชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด พ.ศ. 2562" เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกิจการเด็กและเยาวชน พ.ศ.2558 ฉบับเก่าให้สามารถเข้าถึงผู้ได้รับสิทธิมากขึ้นและเกิดประโยชน์แท้จริงตามสภาพเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.ขยายอายุเด็กที่สามารถรับสิทธิได้ จากเด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ เป็น เด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ (เด็กที่เกิดเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป)
2.การปรับเพิ่มวงเงิน จาก 400 บาท เป็น 600 บาทต่อเดือน
3.การขยายเพิ่มสิทธิให้แก่ผู้ที่ถือบัตรประกันสังคมสามารถใช้สิทธิได้
4.การเพิ่มคุณสมบัติของผู้รับสิทธิสำหรับเกณฑ์รายได้ในครัวเรือนไม่เกิน 36,000 บาทต่อปี เป็นมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
5.ขยายสิทธิสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กให้สามารถยื่นขอรับสิทธิโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นบิดาหรือมารดา และสามารถลงทะเบียนตามที่อยู่อาศัยปัจจุบันได้โดยไม่ต้องตามสำเนาทะเบียนบ้านนั่นเอง
เราควรตั้งคำถามว่า รายได้หรือความมั่งคั่งของประเทศมาจากไหน และมาด้วยวิธีการที่ยั่งยืน เป็นธรรมทางสังคมหรือไม่