อีกหนึ่งเคล็ดลับที่คุณติ๊กให้ความสำคัญกับธุรกิจดังกล่าวก็คือ การนำนวัตกรรมเข้ามาสู่กระบวนการผลิต ซึ่งแต่เดิมนั้น การผลิตเส้นด้ายและการทอผ้ายังใช้แรงงานคนในการผลิตเป็นหลัก ทำให้กระบวนการผลิตเกิดความล่าช้าและคุณสมบัติของเส้นใยที่ได้มีความแข็งแรงน้อย ไม่เหมาะสมในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ตลาดต่างประเทศต้องการ จึงได้ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พัฒนาเครื่องต่อเกลียวเส้นใยสับปะรดอัตโนมัติที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้กว่า 60% และเครื่องทอผ้าสับปะรดกึ่งอัตโนมัติที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็นร้อยละ 70 ทำให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค และทำให้มีเวลามาคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีเส้นใยสับปะรดเป็นส่วนประกอบหลักได้เพิ่มมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ "หจก.รักษ์บ้านเรา สงขลา" พัฒนา จำหน่าย และส่งออกมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ 1.เส้นใยต่อเกลียว ที่มีราคาขายกิโลกรัมละ 1,800 บาท 2.ผ้าทอ ซึ่งมีราคาขายอยู่ที่ หลาละ 950 บาท และ 3. เส้นใยที่เสีย ต่อเส้นใยยาวไม่ได้ จะถูกส่งต่อไปทำวอลล์เปเปอร์ หรือกระดาษสา โดยขายในราคากิโลกรัมละ 200 บาท ทั้งนี้ ตลาดส่งออกสำคัญจะอยู่ที่ตลาดยุโรปและประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก ซึ่งผู้บริโภคเหล่านี้ชื่นชอบทั้งคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่แข็งแรงทนทาน การออกแบบสินค้าประเภทต่างๆที่ไม่ฉูดฉาด เน้นความเรียบง่าย แต่สวมใส่แล้วดูดี รวมทั้งความเป็นธรรมชาติทั้งตัวเส้นใย และสีย้อม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ช่วยผลักดันให้สินค้ามีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำหรือเหมือนใคร และยังทำให้ ขายได้ในราคาที่สูงอีกด้วยคุณติ๊กยังให้ข้อคิดทิ้งท้ายอีกว่า "คำว่านวัตกรรม จริงๆแล้วอยากให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่มีความซับซ้อน หรือเป็นเรื่องที่ยาก ต้องใฝ่หาความรู้หรือเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ในการประกอบธุรกิจ หากแต่เป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครทำหรือมีคนทำน้อย แต่สิ่งนั้นทำแล้วจะต้องก่อให้เกิดความแตกต่าง เกิดมูลค่า ทำไปได้ในระยะยาว ยกตัวอย่างเส้นใยผ้าจากสับปะรดเป็นสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ของดังกล่าวแม้จะเกิดจากสิ่งของเหลือทิ้งก็สามารถนำมาเป็นของใหม่ และเมื่อทำสำเร็จแล้วสินค้าก็เป็นที่ต้องการและเป็นทางเลือกใหม่ในตลาดได้ นอกจากนี้ ยังอยากให้มองว่าภูมิปัญญาชาวบ้านก็เป็นศาสตร์หรือนวัตกรรมประเภทหนึ่งที่หากนำมาปรุงแต่งกับองค์ความรู้ใหม่ๆ ก็ยิ่งทำให้เกิดวิธีการใหม่ๆที่ดีหรือมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธสำคัญที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ควรนำมาปรับใช้ เพื่อสร้างทางรอดและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในอนาคต"