เวลา 10.00 น. วันที่ 30 ต.ค. 62 - ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย รายงานว่า ศาลปกครองได้รับคำฟ้องของกลุ่มเกษตรกรจำนวน6 จังหวัด รวม 1,011 คน ไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ส.26/2562 พร้อมกับรับคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว คำสั่งแบนสารเคมีเกษตร ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย
ที่ห้องพิจารณาคดี 8 ผู้ฟ้องได้เตรียมพยานที่จะเข้าให้ข้อมูลต่อศาลในการไต่สวนไว้ 3 กลุ่มคือ อดีตข้าราชการ สังกัดกรมวิชาการเกษตร 4 คน เช่น อดีตอธิบดีกรม และ ผอ.กลุ่ม กลุ่มที่ 2 นักวิชาการ7คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรและวัชพืช เช่น ม.เกษตรฯ มช. และ ม.สงขลานครินทร์ และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ องค์ประกอบของสารเคมี
ขณะที่ผู้ถูกฟ้อง ได้แก่ คณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง กระทรวงสาธารณสุข และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นมอบอำนาจ และส่งตัวแทนมาขึ้นศาล
ด้านนายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่เกษียณไปเมื่อปี 2550 บอกว่ากระบวนการแบนสารเคมี ไร้สาเหตุที่มาเพียงพอ โดยหากอ้างการ ตรวจพบสารเคมีตกค้างในพืชผักของไทยแพน ก็จะพบแต่เพียงยาฆ่าแมลง คลอไพลิฟอส แต่ไม่พบยาฆ่าหญ้า ที่เป็นไกลโฟเสท และพาราควอต จะพบก็แต่อาทาซีน ไม่เห็นด้วยกับการแบน ไกลโฟเซต และพาราควอตซึ่งเป็นสารเคมีจำเป็นที่เกษตรกรจำเป็นต้องใช้ ซึ่งก็ไม่พบการตกค้างในพืชผักที่กินเป็นอาหารด้วย
สำหรับ คำขอท้ายฟ้องนั้นผู้ฟ้องขอให้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติของ คณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฯ ที่สั่งระงับ การผลิต - จำหน่าย -นำเข้า-ครอบครอง หรือการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ให้กลับไปเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 และขอให้ รมว.เกษตรฯ สั่งกรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานในสังกัด กำหนดแผนรองรับแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกษตรกร ได้รับผลกระทบจากการออกมติดังกล่าว เช่น การกำหนดสารทดแทน ที่มีราคาใกล้เคียง กับสารเคมีทั้ง 3 , ขอให้ ผู้ถูกฟ้องทั้งหมดกำหนดแนวทางบริหารจัดการสารเคมีทั้ง 3 ชนิดในทางการเกษตร ในประเทศไทยเพื่อไม่ก่อให้เกิด ผลกระทบ ต่อเกษตรกร และผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม คงต้องจับตาดูว่าศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร จะออกมามีความชัดเจนวันนี้เลยหรือไม่ ขณะที่คำสั่งมีผล 1 ธันวาคมนี้