นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า ธนาคารโลก หรือ WorldBank ได้ประกาศผลสำรวจการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจหรือ Doing Business 2020 ภาพรวมพบว่า ประเทศไทยมีคะแนน Easeof Doing Business สูงขึ้น ขยับจาก 79.50 เป็น 80.10 คะแนนเพิ่มขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 (ปี 2019) เป็นอันดับที่ 21 (ปี 2020)และอยู่ในกลุ่ม 25 ประเทศแรกของโลกจาก 190 ประเทศที่มีความง่ายในการประกอบธุรกิจ
สำหรับตัวชี้วัดภายใต้การจัดอันดับดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักคือ ตัวชี้วัดด้านการเริ่มต้นธุรกิจ (Starting a Business) ประเทศไทยมีคะแนนสูงขึ้นด้วยเช่นกันโดยขยับจาก 92.30 เป็น 92.40 ซึ่งอยู่ในช่วงคะแนนที่สูงมากแสดงถึงผลสำเร็จของการปฏิบัติงานอย่างดีเยี่ยมของกรมฯ ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาของประเทศอื่นที่มีการพัฒนาในอัตราก้าวหน้าหรือมีการปรับปรุงแล้วเพิ่งส่งผลในปีนี้ โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 47 (ปี 2019 :อันดับที่ 39) และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และบรูไน ตามลำดับ
นายวุฒิไกร กล่าวว่า ส่วนทิศทางการพัฒนาการให้บริการของกรมฯเพื่อให้การเริ่มต้นธุรกิจของประเทศไทยมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นสอดรับกับการจัดอันดับที่ดีขึ้นของ Doing Business 2021โดยกรมฯ จะดำเนินการปรับปรุงระบบการจองชื่อนิติบุคคลให้สามารถตรวจสอบและทราบผลการอนุมัติการจองชื่อได้ทันทีโดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความรวดเร็วมากขึ้นและปรับปรุงการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) พัฒนารูปแบบการกรอกข้อมูลรายการจดทะเบียนในระบบe-Registration ให้ง่ายมากขึ้น รวมถึงเพิ่มช่องทางการยืนยันตัวตนผ่านทางเครื่องมือสื่อสารระบบออนไลน์โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางมายืนยันตัวตนที่กรมฯประกอบกับการสร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้นักธุรกิจรุ่นใหม่หันมาใช้ระบบ e-Registrationเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจผ่านระบบ e-Registrationแล้วจำนวน 24,473 ราย (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2562)
นอกจากนี้ยังมีแผนการดำเนินงานที่จะรวมขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากรและการขึ้นทะเบียนนายจ้าง-ลูกจ้างของสำนักงานประกันสังคมไว้กับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมกราคม 2563ซึ่งหากเปิดให้บริการแล้วจะทำให้ภาพรวมของการจัดตั้งธุรกิจลดลงจาก 5 ขั้นตอน เหลือ3 ขั้นตอน และใช้ระยะเวลาลดลงจาก 4.5 วัน เหลือเพียง 2.5 วัน ซึ่งกรมฯมั่นใจว่าจะส่งผลให้ผลการพิจารณาการจัดอันดับในปีหน้ามีอันดับที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนก่อให้เกิดแรงจูงใจและดึงดูดให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติมาเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทยโดยกรมฯ ยืนยันว่าจะพัฒนาระบบการให้บริการด้านการเริ่มต้นธุรกิจอย่างต่อเนื่องรวมถึงพัฒนาภารกิจทุกด้านให้มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสอันจะเป็นการช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจและประชาชนได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ รายงานผลการวิจัยเรื่อง DoingBusiness ถือว่ามีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศจะนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเข้าไปลงทุนในประเทศต่างรวมทั้ง ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของภาครัฐ และทำให้ภาครัฐได้เห็นช่องทางในการปรับปรุงกระบวนการทำงานหรือกฎระเบียบต่างๆให้มีประสิทธิภาพได้ชัดเจน ตลอดจนการนำตัวอย่างของประเทศอื่นๆที่มีระบบที่ดีมาใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น