รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โทษว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง เรียกร้องให้ยูเอ็นและประชาคมโลกใช้แรงกดดันอย่างสูงสุด

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

อิบราฮิม อัล-อัสซาฟ รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กเมื่อวาน โดยกล่าวโทษว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งของซาอุฯ เมื่อวันที่ 14 ก.ย.และเรียกร้องให้ยูเอ็นและประชาคมโลกใช้แรงกดดันอย่างสูงสุดด้วยมาตรการทุกอย่างที่มีเพื่อหยุดยั้งความก้าวร้าวของอิหร่าน ซึ่งหนทางที่ดีที่สุด คือ การตัดแหล่งเงินทุนของประเทศ


แต่ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน ท้าทายให้ประเทศต่างๆ แสดงหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีซาอุฯ ในวันเดียวกันกระทรวงกลาโหมสหรัฐประกาศจะส่งระบบเรดาร์ขีปนาวุธแพทริออต และทหารเกือบ 200 นายไปเสริมกำลังเพื่อปกป้องซาอุดิอาระเบีย โดย มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ระบุว่า นี่เป็นเพียงมาตรการขั้นแรก และเป็นการตอบสนองข้อเรียกร้องจากซาอุฯ

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรระดับสูงสุดต่ออิหร่าน ด้วยการคว่ำบาตรธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณวาเขาต้องการหลีกเลี่ยงการทำสงครามกับอิหร่าน แม้ก่อนหน้านี้เขาขู่ว่า สหรัฐล็อกเป้าพร้อมยิงเพื่อตอบโต้อิหร่าน 


การเคลื่อนไหวมีขึ้นหลังจากโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งของบริษัท อารัมโก้ของซาอุฯ ถูกโจมตีด้วยโดรน และขีปนาวุธเมื่อวันที่ 14 ก.ย. กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนอ้างว่าเป็นฝ่ายลงมือ ขณะที่ทั้งสหรัฐและซาอุฯ อ้างหลักฐานบ่งชี้ว่า อิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหา