นอกจากการสอบสวนและความพยายามในการดำเนินคดีไม่ว่าข้อหาใดกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องกระทำอย่างสอดคล้องกับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่แน่ชัดไม่มีการเสริมแต่งคำพยาน หรือ"มั่ว"ไปตามกระแสสร้างความเสียหายเหมือนหลายคดี! หรือแม้กระทั่งหวังโชว์ผลงานจนเกิดความไม่เป็นธรรมไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผลสุดท้าย แจ้งข้อหาไม่ว่ากับใครแล้ว หากอัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือฟ้องไปแล้วศาลยกฟ้อง ก็จะเกิดความเสียหายต่อผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายตามมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหา หรือแม้กระทั่งผู้เสียหายเอง
การออกหมายจับน้ำอุ่นซึ่งเป็นเด็กหนุ่มใน "วงจรโลกีย์ไทย" คนหนึ่งไม่ต่างจากเด็กหนุ่มหลายแสน หรืออาจนับล้านคนทั่วไปทั้งในเมืองหลวงและชนบท ตำรวจนำกำลังไปจับตัวตามหมายถูกใส่กุญแจมือคุมตัวมาตอนดึกดื่นนั้น ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่า เขาได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาอย่างแน่แท้แต่อย่างใด?
เนื่องจากประเทศไทยกำหนดมาตรฐานการออกหมายจับบุคคลไว้เพียง"มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าน่าจะได้กระทำความผิด" ที่มีโทษจำคุกเกินสามปีขึ้นไป ตำรวจก็สามารถเสนอศาลออกหมายจับได้!ไม่จำเป็นต้องมีหมายเรียกสองครั้ง เหมือนคดีที่มีโทษต่ำกว่านั้น แต่หลายคดีที่มีโทษสูงไม่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งหนักกว่า ตำรวจก็อาจใช้วิธีออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาแทนออกหมายจับหรือแม้กระทั่งโทรศัพท์นัดหมายให้มาพบเพื่อรับทราบข้อหากันเงียบๆ ก็ได้เหมือนหลายคดี!เพื่อที่จะได้ปล่อยตัวกลับไปหลังแจ้งข้อหา อ้างว่า ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จะมีประกันหรือไม่ก็ได้ ไม่มีข้อห้ามที่เป็นมาตรฐานการปฏิบัติใดๆ?
สำหรับกระบวนการยุติธรรมอาญาประเทศไทย เมื่อบุคคลใดถูกออกหมายจับแล้ว การพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่ ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง!ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์แสดงพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัยและพิพากษาลงโทษต่อไปใช้เวลาอีกนานเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ต่างไปจากมาตรฐานสากลทั่วโลก ที่การแจ้งข้อหาเขาล้วนถือหลัก "ปราศจากข้อสงสัย" แต่แรกด้วยกันทั้งสิ้น โดยกำหนดให้พนักงานอัยการผู้มีหน้าที่ฟ้องคดีเป็นผู้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานก่อนออกหมายเรียกบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องหา รวมทั้งก่อนเสนอศาลออกหมายจับด้วย
ส่วนอัยการประเทศไทย กลับไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือรับรู้พยานหลักฐานอะไรในระหว่างการสอบสวนหรือแม้กระทั่งการแจ้งข้อหานี้เลย!
สำหรับข้อกล่าวหา ที่บางคนตั้งหลักแต่แรกว่า ถือเป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนาแบบเล็งเห็นผล โดยมีนักกฎหมายบางคนพยายามอธิบายไปทางนั้นซึ่งน่าจะเป็นการขยายความจากกฎหมายจนเกินจริงไป ประเด็นถัดมา คือการฆ่าโดยไม่เจตนา ตามที่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผลมาจากการใส่ยากระตุ้นอารมณ์เพศหรือ "ยาเสียสาว" เกินขนาดซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เข้าข่าย เพราะ"ถือเป็นการประทุษร้าย" แต่บังเอิญทำให้บุคคลถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนา