อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2560 อาจจะยังไม่เป็นรูปธรรมมากนักในเวลานี้ แต่การที่สามพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น 'พรรคเพื่อไทย' 'พรรคอนาคตใหม่' 'พรรคประชาธิปัตย์' 'พรรคพลังประชารัฐ' และ 'พรรคชาติไทยพัฒนา' เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและเสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็พอทำให้เห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอาจมีความเป็นไปได้เหมือนกัน
การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯน่าจะมีขึ้นในช่วงเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ในระหว่างสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แต่ดูเหมือนว่าแต่พรรคมีธงกันมาแล้วว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่สมควรได้รับการแก้ไขนั้นควรจะเป็นอย่างไร
เริ่มที่ 'เพื่อไทย-อนาคตใหม่' เป็นสองพรรคที่จับมือกันแน่นเพื่อผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการปูพรมลงพื้นที่แต่ละภูมิภาคเพื่อสร้างแนวร่วมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับโยนหินถามทางมาแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้กลไก 'สภาร่างรัฐธรรมนูญ'
สภาร่างรัฐธรรมนูญมีเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 240 วันก่อนเสนอให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ถ้าเห็นชอบก็ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะต้องตกไป
ด้าน 'พรรคประชาธิปัตย์' เตรียมผลักดันสองประเด็นสำคัญ คือ
1.การแก้ไขกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้ง เพราะการใช้ระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
และ 2.การแก้ไขกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยยังคงให้วุฒิสภาเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามเดิม แต่ไม่ให้มีการกำหนดจำนวนเสียงของส.ว.หนึ่งในสามที่ต้องเห็นชอบด้วยถึงจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาได้ เนื่องจากต้องการให้กลับไปใช้ระบบเสียงข้างมากปกติแทน
ส่วน 'พรรคชาติไทยพัฒนา' มีความเห็นสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นองค์กรกลางในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องมีการทำประชามติในขั้นตอนสุดท้าย
ขณะที่ 'พรรคพลังประชารัฐ' แม้จะร่วมเสนอญัตติต่อจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่แนวคิดของพรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความแตกต่างออกไป โดยเตรียมเสนอให้ผลักดันแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราที่เป็นปัญหาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด แต่ต้องผ่านการทำประชามติด้วย
สำหรับ 'วุฒิสภา' เริ่มมีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน กล่าวคือ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มี 'เสรี สุวรรณภานนท์' ส.ว.เป็นประธาน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อติดตามและศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจาก 'คำนูณ สิทธิสมาน' ส.ว.อีกรายที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภาเพื่อให้ทั้งส.ส.และส.ว.เข้ามาเป็นกรรมาธิการร่วมกันและศึกษาเรื่องดังกล่าวไปในคราวเดียว พร้อมกับหาแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งด้วย
อย่างไรก็ตาม ความเป็นเอกภาพของวุฒิสภาต่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่มีความชัดเจนมากนัก เนื่องจากบางส่วนเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หาก 'ชวน หลีกภัย' ประธานรัฐสภา เข้ามาเป็นเจ้าภาพประสานงานส.ว.ในสมัยประชุมสภาหน้าเพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา ส.ว.ก็พร้อมจะสนับสนุนการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังต้องคงหลักการเดิมเอาไว้ คือ การให้วุฒิสภาเข้ามาถ่วงการใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา
เส้นทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังอีกยาวไกล เพราะเป็นเรื่องยากที่จะหาข้อสรุปได้ในเร็วๆนี้ โดยอาจเป็นหนังชีวิตที่ต้องดูกันอีกยาว