นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาหลังจากที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้มีมติให้อาเซียนไปเจรจากับคู่เจรจาเพิ่มเติมหลังจากที่เอฟทีเอกับคู่เจรจาหลายกรอบ ทั้งอาเซียน-จีน , อาเซียน-อินเดีย, อาเซียน-เกาหลีใต้และอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ได้มีผลบังคับใช้มานานแล้วและยังไม่มีการปรับปรุงความตกลง ยกเว้นอาเซียน-ญี่ปุ่นที่ได้มีการอัพเกรดเอฟทีเอไปแล้ว ขณะนี้กำลังรอการบังคับใช้
สำหรับเอฟทีเอกรอบอาเซียน-จีนจะมีการหารือถึงการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติมโดยจะมีการเปิดเสรีในสินค้าส่วนที่เหลือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงซึ่งคงเหลือประมาณ 500 รายการ และปัจจุบันภาษีในส่วนของสินค้าอ่อนไหวเหลือ 0-5%แล้ว ซึ่งจะต้องผลักดันให้ภาษีเหลือ 0% ส่วนภาษีสินค้าอ่อนไหวสูงเหลือไม่เกิน 50%จะต้องหาทางปรับลดลงอีก และจะหารือการเปิดเสรีการลงทุน เพราะที่ผ่านมา มีแต่การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนยังไม่มีการเปิดเสรี จึงต้องเจรจาเปิดเสรีในสาขาต่างๆ คาดว่าจะเริ่มได้ในปีหน้า
ส่วนอินเดียจะเริ่มการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าที่ปัจจุบันมีการลดภาษีสินค้าระหว่างกันแล้วประมาณ 79% ของจำนวนสินค้าทั้งหมดเพื่อทำให้เอฟทีเออาเซียน-อินเดียง่ายและสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นและจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อกำกับดูแลการทบทวนดังกล่าวด้วยขณะที่เกาหลีใต้ จะเร่งสรุปผลการเจรจาเปิดเสรีสินค้าอ่อนไหวเพิ่มเติมให้ได้และกับอาเซียนกับออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ จะหารืออัพเกรดเอฟทีเอและเพิ่มประเด็นใหม่ๆเช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พิธีการศุลกากรบริการทางการเงิรนและโทรคมนาคม เป็นต้น
นอกจากนี้จะมีการติดตามความเป็นไปได้ในการจัดทำเอฟทีเออาเซียน-แคนาดาที่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้มาแล้ว โดยจะมีการหารือถึงการดำเนินการขั้นต่อไประหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสและจะนำผลรายงานต่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา เพื่อพิจารณาต่อไป
ก่อนหน้านี้อาเซียนได้มีการอัพเกรดเอฟทีเอกันมาบ้างแล้วโดยอาเซียนจีนได้มีการจัดทำพิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีและเริ่มบังคับใช้กฎเฉพาะรายสินค้าฉบับใหม่ตั้งแต่ส.ค.2562 และญี่ปุ่นได้จัดทำพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นซึ่งเพิ่มการเปิดเสรีการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคลากร และการลงทุนและขณะนี้สิงคโปร์ได้ให้สัตยาบันแล้ว รอแค่ญี่ปุ่นให้สัตยาบันก็จะมีผลบังคับใช้ทันที