วันที่ 10 กันยายน นี้ ศาลจังหวัดกระบี่ นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่กรม อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชวน ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่สืบเนื่องจากเมื่อปี 2553 นายชวน ได้นำส.ค.1 เลขที่ ๑ บนเกาะปอดะ ไปขอออกโฉนด โดยที่ดินจังหวัดออกโฉนดให้ แต่กรมอุทยานฯ คัดค้านว่าพื้นที่บนเกาะปอดะ ไม่มีส.ค.1 แต่นายชวน ได้ให้เจ้าหน้าที่ที่ดิน นำหลักหมุดไปปักบนพื้นที่ตามส.ค.1กรมอุทยานฯ จึงยื่นฟ้องนายชวนในข้อหาบุกรุก ตามพ.ร.บ.อุทยานฯคดีนี้ ศาลชั้นต้นตัดสินยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษา ว่า นายชวน มีความผิด ให้จำคุก 3 ปี 6 เดือน โดยให้เหตผลว่า ส.ค.1 บินมา ภาพถ่ายทางอากาศไม่ปรากฎร่องรอยการทำประโยชน์มาก่อน และอายุมะพร้าวไม่ถึง 65 ปีเมื่อเวลา 09.15 น. ศาลจังหวัดกระบี่ เริ่มอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จนถึงเวลา 09.35 น. สรุปความว่า คดีอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชวน ภูเก้าล้วน เป็นจำเลยในความผิดบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา บริเวณเกาะปอดะศาลฎีกา ให้เหตุผลในคำพิพากษา ว่า เกาะปอดะมีพื้นที่อยู่หมู่ที่ ๒ แต่ส.ค.1 อยู่หมู่ที่ ๓ อีกทั้ง หมู่ที่ ๒ และหมู่ ๓ ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงแนวเขต และจำเลยไม่เคยขอแก้ไขส.ค.1 นอกจากนั้น ส.ค.1 เลขที่ ๑ และเลขที่ ๒ หมู่ ๒ มีผู้นำไปออกโฉนดแล้ว
และตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้เคยมีคำตัดสินคดีส.ค.1 เลขที่ ๒ ระบุว่าอยู่ติด ส.ค.1 เลขที่ ๑ และพิพากษาให้เพิกถอนน.ส.๓ ก. ที่ออกมาจากส.ค.1 เลขที่ ๒ แล้ว นอกจากนี้ พื้นที่บนเกาะปอดะ จากการตรวจสอบแนวเขตของคณะเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ระบุว่า เกาะปอดะ มีพื้นที่ราบ 70 ไร่ แต่ส.ค.1 เลขที่ ๑ และ ๒ ที่นายชวนแจ้ง มีเนื้อที่ 120 ไร่ เกินพื้นที่ราบบนเกาะปอดะ
ดังนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า นายชวน แม้อ้างสิทธิ์ซื้อส.ค.1 ต่อมาจากราษฎรผู้ทำกินเดิม ก็ไม่มีสิทธิครอบครอง และการไปสร้างอาคาร และปักรั้วลวดหนาม จึงเป็นการทำผิดพ.ร.บ.อุทยาน มีความผิดตามฟ้องศาลฎีกา พิพากษาแก้จากโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน ให้รอลงอาญา 2 ปี และคุมประพฤตินายชวน 1 ปี ให้ทำงานบริการสาธารณะ 30 ชั่วโมงนอกจากนั้นเพื่อให้จำเลยหลาบจำ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ปรับจำเลยสองคดีคดีละ 40,000 บาท รวมโทษปรับ 80,000 บาท