จากการคาดการณ์ทิศทางของพายุเบื้องต้น พบว่า พายุลูกนี้จะเพิ่มปริมาณน้ำในแหล่งน้ำที่มีปริมาณความจุน้ำน้อยกว่า 30% ประกอบด้วย ขนาดใหญ่ จำนวน 14 แห่ง ที่คาดว่าจะได้น้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอ่างฯ ที่มีปริมาณฝนไหลเข้าอ่างฯ น้อยในช่วงที่ผ่านมา อาทิ เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นต้น ขนาดกลางน้ำน้อยกว่า 30% ปัจจุบันมีทั้งสิ้นจำนวน 130 แห่ง คาดว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้น 92 แห่ง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่เคยมีปัญหาก็เริ่มมีน้ำไหลเข้าอ่างฯมากขึ้น เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง จ.สุรินทร์ ที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนพ้นภาวะวิกฤตแล้ว และห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์ ที่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
โดยเฉพาะแหล่งน้ำขนาดกลางบริเวณภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ที่มีปริมาณน้ำเกินกว่า 100% แล้ว จำนวน 28 แห่ง และมีแนวโน้มที่จะเกิน 100% จากอิทธิพลของพายุอีก 13 แห่ง เนื่องจากตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีฝนตกมากขึ้นในหลายพื้นที่ทำให้ดินมีความชุ่มน้ำ รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำเพิ่มขึ้น และตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนเป็นรายเขื่อนอย่างใกล้ชิด เช่น หนองหาร ได้เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลสภาพอากาศในช่วงปลายเดือนสิงหาคมของปี 2561 จะเห็นได้ว่าขณะนั้นมีพายุแปซิฟิกเกิดขึ้นแล้วจำนวน 26 ลูก ในขณะที่ปีนี้ "พายุโพดุล" เป็นเพียงลูกที่ 13 เท่านั้น จึงคาดการณ์แนวโน้มว่ามีโอกาสที่หลังจากนี้อาจจะมีพายุลูกอื่นเข้ามาในประเทศไทยได้อีกในช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค. ซึ่งศูนย์ฯ จะยังคงต้องติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง