ปัจจุบันวิกฤติการณ์ด้านพลังงานได้ก่อตัวและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการขาดแคลนแหล่งพลังงาน และผลกระทบของการใช้พลังงาน ที่มีต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต่างตระหนักถึงวิกฤตการณ์นี้ และพยายามคิดค้นเพื่อหาทางออก ซึ่งทางหนึ่งในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวคือการใช้พลังงานทดแทน
กุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ แนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนจะมีความสำคัญมากขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วน 19% และจะเพิ่มเป็น 40% ในปี 2593 โดยพลังงานไฟฟ้าจะเป็นพลังงานหลัก และมีการคาดการณ์ว่าอาเซียนจะมีการลงทุนด้านพลังงานทดแทน 3.3 ล้านล้านบาท หรือ 2% ของจีดีพีโลกในปี 2593 ซึ่งจะมีทั้งลงทุนเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการส่งเสริมพลังงานทดแทน ขณะนี้กระทรวงฯ อยู่ระหว่างปรับแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว หรือแผนพีดีพี 2018 ให้มีปริมาณรับซื้อเพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งเป้าหมายมีพลังงานทดแทนรวม 17,000 เมกะวัตต์ และมีการใช้เอทานอล-ไบโอดีเซล 25.3 ล้านลิตร/วัน ส่งเสริมพืชพลังงานมาผลิตไฟฟ้าตามโครงการ 1 ชุมชน 1 พลังงานทดแทน 1 เมกะวัตต์
ด้านอัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ระบุ เชลล์เห็นความสำคัญของพลังงานทดแทน และสนับสนุนอนาคตของพลังงานที่ยั่งยืน และดีต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการร่วมลงทุนธุรกิจโซลาร์เซลล์ มีฐานการทำงานที่สิงคโปร์ ปัจจุบันมีลูกค้า 20-30 ราย
สำหรับในประเทศไทยจะเริ่มติดตั้งโซลาร์บนหลังคาในสำนักงาน คลังน้ำมัน รวมถึงในปั๊มน้ำมันที่เชลล์มีกว่า 600 แห่ง ส่งเสริมกิจกรรมการฟื้นฟูป่า เพื่อลดความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2568
ทั้งนี้ จากรายงานจำลองสถานการณ์ที่เชลล์ทำขึ้น พบว่าในอนาคตพลังงานหมุนเวียนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญแทนพลังงานฟอสซิล
พบว่าการใช้น้ำมัน ก๊าซฯ และถ่านหินจะลดลงจาก 80% เหลือเพียง 20% ในปี 2613 และพลังงานหมุนเวียน เพิ่มขึ้น 60% จากเดิม 10% เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นและลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกลง รวมทั้งมีการเปลี่ยนการใช้พลังงานทั่วไปเป็นไฟฟ้ามากขึ้นในอนาคต
ทีมข่าวเศรษฐกิจ เนชั่นทีวี รายงาน