ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีระหว่างบริษัทธนโฮลดิ้ง จำกัด กับพวกรวม 5 คน หรือกลุ่มซีพี กับคณะกรรมการคัดเลือกโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 2.9 แสนล้านบาท โดยมูลเหตุของการฟ้องร้องเป็นผลจากกลุ่มซีพียื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและด้านราคาบางส่วนเกินเวลาที่กำหนด คณะกรรมการคัดเลือกฯจึงมีมติไม่รับเอกสารดังกล่าว ซึ่งกลุ่มซีพีอ้างว่ามติของคณะกรรมการคัดเลือกทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย
ล่าสุดตุลาการผู้แถลงคดี ระบุว่า เห็นควรให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯ เฉพาะในส่วนที่ไม่ให้รับซองข้อเสนอเทคนิคและข้อเสนอด้านราคา เพราะกระบวนการการรับซองเป็นกระบวนการที่กระทำต่อเนื่อง ตั้งแต่ผู้เสนอราคาแจ้งลงทะเบียนในช่วงเที่ยง และรับเอกสารมาอย่างต่อเนื่อง โดยกระบวนการส่งซองเกินเวลาเป็นเพียงแค่ขั้นตอนทางธุรการเท่านั้น และการเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่ไม่ให้รับซอง จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐ เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันเสนอราคาในโครงการมากยิ่งขึ้นน่าแปลกที่ตุลาการผู้แถลงคดี ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าของรัฐ กลับมีความเห็นสวนทางกับบอร์ดอีอีซี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ซึ่งบอร์ดอีอีซีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมติชัดเจนว่าเห็นชอบกับการตัดสินของคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่มีมติไม่รับพิจารณาข้อเสนอของกลุ่มซีพีในส่วนที่ยื่นล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด
ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีในครั้งนี้ ถือว่าพลิกความคาดหมาย และยังอาจทำให้ทิศทางคดีเปลี่ยนไปจากเดิม หลังจากการต่อสู้ในยกแรก กลุ่มซีพีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หลังจากยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา เพื่อให้คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ รับข้อเสนอที่ยื่นเกินเวลา แต่ศาลปกครองสั่งยกคำร้อง เพราะเห็นว่าการรับข้อเสนอจะครบถ้วนตามขั้นตอน ต่อเมื่อได้ส่งมอบซองข้อเสนอให้เจ้าหน้าที่ก่อนเวลา 15.00 น.
และที่สำคัญ ศาลปกครองระบุว่า เอกสารการคัดเลือกเอกชน กำหนดห้ามคณะกรรมการคัดเลือกฯ รับเอกสารที่ยื่นภายหลังกำหนดเวลา พร้อมตอกย้ำว่ามติของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่ไม่รับข้อเสนอของกลุ่มซีพี ไม่สามารถรับฟังได้ว่าเป็นคำสั่งที่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่แกนนำกลุ่มแกรนด์ คอนซอร์เทียม หนึ่งในผู้ยื่นประมูล สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ยอมรับว่าการที่กลุ่มซีพียื่นเอกสารบางส่วนไม่ทัน เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง เพราะเป็นเอกสารสำคัญ แต่กติกาต้องเป็นกติกา ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลปกครอง
ในเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้าประมูล มีความเห็นตรงกันว่าการยื่นเอกสารเกินเวลาเป็นเรื่องไม่ปกติ การที่ตุลาการผู้แถลงคดีมองว่าการส่งเอกสารเกินเวลาเป็นเพียงแค่ขั้นตอนทางธุรการ จึงเป็นความเห็นที่ผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง และถ้าจำกันได้ คำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดอยู่บ่อยครั้งในหลายโอกาส
การอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากศาลตัดสินไปในทางเดียวกับความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดี ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของบ้านเรา
ทีมข่าวเนชั่นทีวี รายงาน