เนชั่นทีวี

ข่าว

BEM ชี้ยืดสัมปทาน 30 ปี 'ทางออก' ยุติข้อพิพาท

15 ส.ค. 2562 | rattana

BEM ชี้ยืดสัมปทาน 30 ปี 'ทางออก' ยุติข้อพิพาท

บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ บีอีเอ็ม ยืนยัน ยึดข้อเสนอเดิม คือ การยืดอายุสัมปทานทางด่วนออกไปอีก30ปี เพื่อแลกกับการยุติข้อพิพาททั้งหมด กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ส่วนวงเงินค่าเสียหายเหลือ 5.8 หมื่นล้านบาท จาก1.37แสนล้าน

กรรมการบริหาร บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ บีอีเอ็ม พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล  เผยความคืบหน้า กรณีข้อพิพาทระหว่างบีอีเอ็มกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.ว่า หลัง21 กันยายน 2561 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กทพ. ชดเชยรายได้ ช่วงปี 2542-2543 ให้กับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ (NECL) บริษัทลูกของ BEM เนื่องจากได้รับผลกระทบจากทางแข่งขันกรณีก่อสร้างดอนเมืองโทลล์เวย์ส่วนต่อขยายจากอนุสรณ์สถาน-รังสิต มูลค่ากว่า 4.3 พันล้านบาท ซึ่งคดีจะมีผลต่อเนื่องจนจบสัมปทานทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ดในปี 2569 ส่งผลให้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ครม.มีมติให้ กทพ.เจรจายุติข้อพิพาทกับ BEM 
จากนั้น15 พฤษภาคม 2562 กทพ.และ BEM ได้มีข้อตกลงยุติข้อพิพาทโดย กทพ.จะแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนเพื่อขยายสัมปทานทางด่วนขัน้ ที่ 2 ส่วน AB C / ส่วน Dและทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ออกไปอีก 30 ปี โดย BEM ต้องยุติข้อพิพาททั้งหมดที่มีกับกทพ.17คดี รวมเป็นเงินกว่า 1.37 แสนล้านบาท รวมถึงลงทุนก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) และแก้ปัญหาจุดตัดจราจรบนทางด่วนขั้นที่ 2 อีก 31,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาจราจร ปัจจุบันการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกากับดูแล (มาตรา 43) ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556 และสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอ ครม.พิจารณา
สำหรับข้อพิพาทระหว่างบีอีเอ็ม กับ กทพ.กว่า17คดีนั้น เกิดจาก 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องผลกระทบจากทางแข่งขันกับทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ตัง้แต่ปี 2542 จนสิ้นสุดสัญญาในปี 2569 มูลค่าข้อพิพาทถึงสิ้นปี 2561 เท่ากับ 78,908 ล้านบาท และข้อพิพาทการไม่ปรับค่าผ่านทางตามสัญญาที่จะเกิดทุกๆ 5 ปี จนจบสัมปทาน3 สัญญา มูลค่าข้อพิพาทถึงสิ้นปี 2561 เท่ากับ 56,034 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 134,942ล้านบาท เมื่อรวมกับเรื่องอื่นๆ มูลค่าข้อพิพาทถึงสิ้นปี 2561 รวมเท่ากับ 137,517 ล้านบาท 
หาก กทพ.จะต่อสู้ทุกคดีจนถึงที่สุด ความเสียหายจะเพิ่ม ขึ้นไปอีกเพราะสัญญาสัมปทานยังไม่จบ มีเงินต้น-ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกมาก  หากประเมินดูแล้ว คดีที่เหลือจะทยอยตัดสินและคาดว่ารู้ผลทั้งหมดภายในปี 2578 มูลค่าข้อพิพาทจาก 1.37แสนล้าน จะเป็น 3.26แสนล้าน 
ทั้งนี้ ในส่วนของการเจรจา กทพ.ล่าสุด กทพ.ขอนำข้อพิพาทเรื่องผลกระทบการแข่งขันมาเป็นเรื่องเดียวในการพิจารณา เพราะถือเป็นเรื่องที่มีบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้วและจากการหารือกันมูลค่าข้อพิพาททัง้ หมดระหว่าง กทพ.กับBEM จะยุติกันที่ 58,873 ล้านบาท ถือว่าต่ำกว่ามูลค่าข้อพิพาทเรื่องทางแข่งขัน (ณ สิ้นปี 2561) 78,908 ล้านบาท และต่ำกว่าเงินต้นของมูลค่าข้อพิพาทเรื่องทางแข่งขันจนจบสัมปทาน (ปี 2569) ประมาณ 100,000 ล้านบาท  โดยถือว่าเรื่องอื่นๆที่ฟ้องร้องอยู่และจะเกิดขึ้นในอนาคตยุติทัง้หมด ไม่ว่าจะเป็นคดีไม่ปรับค่าผ่านทาง ทางด่วนขัน้ ที่ 2 ปี 2546 / คดีชดเชยรายได้นับจากวันเปิดใช้งานพื้นที่ส่วนแรกของทางด่วนขัน้ ที่ 2 / การส่งมอบพื้นที่
รวมถึง กทพ.จะขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน ABC ส่วน D และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ออกไป สัญญาละ 30 ปีแทนการจ่ายเงิน  ส่วนบริษัทมีหน้าที่ให้บริการและบำรุงรักษาทางด่วนเดิมทัง้ 3 สาย และแก้ไขปัญหาจราจรโดยลงทุนก่อสร้างทางด่วนชัน้ ที่ 2 (Double Deck) จากงามวงศ์วานถึงพระราม 9 ระยะทาง 17 กิโลเมตร ก่อสร้างช่อง Bypass แก้จุดตัดจราจรบริเวณอโศก 2 จุด ขยายพื้นผิวจราจรบริเวณมักกะสันและพระราม 6 อีก 2 จุด รวมมูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท แต่จะไม่คิดค่าผ่านทางการใช้ Double Deck เพิ่ม เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และบริษัทต้องรับผิดชอบความเสี่ยงในรายได้จากปริมาณการใช้รถที่ต้องลดลงจากนโยบายส่งเสริมระบบขนส่งทางรางของรัฐบาล โดยต้องแบ่งรายได้ให้ กทพ.ตามสัญญา 
แต่เนื่องจากการก่อสร้าง Double Deck ต้องรอรายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ผ่านความเห็นชอบก่อน กทพ.จึงแบ่งสัญญาเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เพื่อยุติ ข้อพิพาทและให้บริการ บำรุงรักษาทางด่วน (ขยายสัญญาจนถึง ต.ค.2578) และส่วนที่ 2 การก่อสร้าง Double Deck และให้บริการ บำรุงรักษาทางด่วน(ขยายสัญญาออกไปจนครบ 30 ปี)ซึ่งลงนามสัญญาเมื่อรายงาน EIA ผ่าน
นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขอื่นๆอีก เช่น บีอีเอ็ม จะต้องจ้างพนักงาน กทพ.ที่บีอีเอ็มจ้างอยู่จนกว่าจะเกษียณ /ยกเลิกการได้สิทธิพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน / ลงทุนก่อสร้างขยายช่องจราจรทางด่วนบางปะอิน - ปากเกร็ดเมื่อปริมาณการจราจรเป็นไปตามกำหนด

ข่าวล่าสุด