เนชั่นทีวี

ข่าว

ส่งออกติดลบ 'ทุบ' กำลังซื้อ - เศรษฐกิจไทย

05 ส.ค. 2562 | rattana

ส่งออกติดลบ 'ทุบ' กำลังซื้อ - เศรษฐกิจไทย

สถานการณ์การส่งออกไทยปี 2562 คาดว่าจะติดลบครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐและจีนบานปลาย ค่าเงินบาทแข็งค่า ฉุดกำลังซื้อเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง

ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพีประเทศมากถึง 60-70% กำลังประสบปัญหาชะลอตัวอย่างหนัก และกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่หลายฝ่ายมีการคาดการณ์กันว่าจะเติบโตเพียงแค่ 3% ลดลงจากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 จะเติบโต 3.8-4%  นั่นหมายถึงความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยไม่ว่าจะเป็นทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน หรือแม้แต่ประชาชน จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศตามภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว 


ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการส่งออกช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2562 พบว่ามีมูลค่า 1.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือติดลบแล้ว 2.91% ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายเติบโต 3% หรือมีมูลค่า 2.60 แสนล้านดอลลาร์ หากจะผลักดันได้ตามนั้นการส่งออกในช่วงครึ่งหลังปีนี้ (ก.ค.-ธ.ค.) จะได้ต้องส่งออกให้ได้ 1.37 แสนล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ย 2.29 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน หากส่งออกไม่ขยายตัว หรือเติบโต 0% การส่งออกในช่วงครึ่งหลังปีนี้จะต้องมีมูลค่า 1.29 แสนล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์ และหากการส่งออกติดลบ 1% มูลค่าส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะต้องได้ 1.27 แสนล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2.12 หมื่นล้านดอลลาร์ ในกรณีเลวร้ายที่ส่งออกติดลบ 3% การส่งออกในช่วงครึ่งหลังจะต้องได้ 1.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2.03 หมื่นล้านดอลลาร์


อย่างไรก็ตาม  จากการรวบรวมตัวเลขการส่งออกในช่วงครึ่งหลังย้อนหลัง 4 ปี พบว่า ในปี 2561 การส่งออกช่วงครึ่งหลังมีมูลค่า 1.26 แสนล้านดอลลาร์ ปี 2560 การส่งออกช่วงครึ่งหลังมีมูลค่า 1.23 แสนล้านดอลลาร์ ปี 2559 การส่งออกช่วงครึ่งหลังมีมูลค่า 1.10 แสนล้านดอลลาร์ และปี 2558 การส่งออกช่วงครึ่งหลังมีมูลค่า 1.07 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งโอกาสที่การส่งออกในปี 2562 จะขยายตัวเป็นบวกเกิดขึ้นน้อยมาก และคาดว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวติดลบในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2558 ที่การส่งออกติดลบ 5.78%


นอกจากนี้ จากการตรวจสอบรายการสินค้าส่งออกสำคัญของไทยพบว่า หลายรายการปรับตัวลดลง เช่น สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ช่วง 6 เดือนแรก ปี 2562 ติดลบแล้ว 2.21% เช่น สินค้าข้าว ติดลบ 17.15% ยางพารา ติดลบ 10.39% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ติดลบ 8.55% กุ้งสดแช่แข็งและกุ้งแปรรูป ติดลบ 10.52% ซึ่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรส่งออกขยายตัวลดลง จะส่งผลไม่ถึงรายได้เกษตรกรที่ผลิตหรือปลูกพืชชนิดนั้นให้มีรายได้ลดลงตาม เนื่องจากผู้ส่งออกจะรับซื้อสินค้าเกษตรปริมาณน้อยลงหรือราคาลดลงจากการส่งออกลดลง


ขณะที่ สินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนส่งออก 79.8% ของการส่งออกทั้งหมด โดย 6 เดือนแรกปี 2562 ติดลบ 2.60% เช่น ยานพาหนะและส่วนประกอบ ติดลบ 7.15% เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ติดลบ 10.57% เครื่องใช้ไฟฟ้า ติดลบ 0.57% เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติกติดลบ 7.61% จะเห็นได้ว่าสินค้าเกือบทุกกลุ่มสำคัญของการส่งออกไทยมีตัวเลขส่งออกติดลบ หรือส่งออกได้ลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีทีผ่านมา 


สาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกปีนี้ขยายตัวหดตัวครั้งในรอบ 4 ปี และทำให้กลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญขยายตัวลดลง มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลของสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้าใส่กัน ล่าสุดสหรัฐเตรียมเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนในส่วนที่เหลือเพิ่มขึ้นอีก 10% ซึ่งมีมูลค่านำเข้าประมาณ  3 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีผลบังคับในวันที่ 1 ก.ย. 2562 นี้ ยิ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกทั่วโลก ซึ่งการส่งออกสินค้าเกือบทุกกลุ่มทั้งเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม อาหาร ส่งออกชะลอตัว จากกำลังซื้อทั่วโลกลดลง รวมถึงสินค้าส่งออกไทยที่เป็นห่วงโซ่ผลิตสินค้าจากจีนส่งออกไปสหรัฐได้รับผลกระทบ รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ถือเป็นอุปสรรคทำให้สินค้าส่งออกไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่งที่ค่าเงินไม่ได้แข็งค่าเท่าไทย ทำให้ผู้ซื้อหันไปซื้อสินค้าราคาต่ำกว่า รวมถึงกำไรของกลุ่มผู้ส่งออกจะลดลงหรือบางรายขาดทุน จากการแลกเงินดอลลาร์กลับมาเป็นเงินบาท

 ผลจากการส่งออกชะลอตัว จะกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไปถึงระดับรากหญ้า เพราะหากประเทศไทยส่งออกได้น้อยลงจะมีผลต่ออุตสาหกรรมภาคการส่งออกไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง เกษตรกร ซึ่งเมื่อส่งออกลดลงจนกระทบต่อรายได้ผู้ประกอบส่งออกสินค้าตามมา ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน หรือเงินเดือนของพนักงาน หรือแม้แต่เกษตรกรที่ปลูกสินค้าส่งออก เช่น ข้าว หากผู้ส่งออกข้าวแข่งขันไม่ได้ จะกลับมารับซื้อสินค้าเกษตรเหล่านี้ในราคาต่ำลงเช่นกัน และมีผลต่อกำลังซื้อในระดับฐานราก ที่รัฐบาลพยายามแก้ไข    

ข่าวล่าสุด