เนชั่นทีวี

ข่าว

นาขั้นบันได​ ไม่ใช่วัฒนธรรม​ 'กะเหรี่ยง'​

02 ส.ค. 2562 | tanpisit_ler

นาขั้นบันได​ ไม่ใช่วัฒนธรรม​ 'กะเหรี่ยง'​

การอธิบายการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงต้องบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแต่ก็ไม่มีหน่วยราชการไหนรับฟังว่าเป็นแนวทางในการทำตามวิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ที่ไม่ได้ทำลายป่า

นาขั้นบันใดเขียวขจี ลดหลั่นไปตามเชิงเขา อยู่ถัดออกไปจากตัวหมู่บ้านปาเกอญอไม่ไกล ดูเผินๆเหมือนเป็นวิถีชีวิตของพวกเขา

แต่จริงๆ ชาวปาเกอญอ บ้านแม่หมี ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน จ.ลำปาง เพิ่งได้รับอิทธิพลมาจากการทำนาในพื้นที่ภาคกลาง ปาเกอญอในอดีตไม่รู้จักการทำนาแบบขั้นบันไดในลักษณะที่เห็นนี้

พวกเขาจะทำนาแบบข้าวไร่บนเนินเขาที่ลาดชัน ด้วยเหตุผลทางสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ขาวขึ้นงามไม่ต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมี

การปลูก 'ข้าวไร่' เป็นวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงที่มีมาเนิ่นนานแล้ว แต่กำลังถูกสั่นคลอนหลังจากที่ถูกมองว่าเป็นการทำลายป่าเนื่องจากต้องถากถางพื้นที่ ก่อนหน้านั้นราชการใช้คำว่า 'ไร่เลื่อนลอย' คือทำไร่ไปเรื่อยๆถางป่าไปเรื่อยๆ

แต่ความจริงแล้วชาวกะเหรี่ยงชี้แจงว่าใช้พื้นที่ในการทำไร่เพียง 3-4 ไร่ โดยหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่ซ้ำที่เดิมก่อนหมุนกลับมาทับที่เดิมอีกครั้งในอีก 5 ปีหรือ 7 ปีข้างหน้า ที่ทำเช่นนี้เพื่อให้ดินเกิดการฟื้นฟู

การอธิบายการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงต้องบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแต่ก็ไม่มีหน่วยราชการไหนรับฟังว่าเป็นแนวทางในการทำตามวิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ที่ไม่ได้ทำลายป่า

จนถึงวันนี้ การทำไร่หมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธ์ยังถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นการบุกรุกแผ้วถางป่าไม้ ผิดพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ

แต่เมื่อพูดถึงข้อกฎหมาย วัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงก็ถูกคุ้มครองโดยมติครม. 3 สิงหาคม 2553 ที่คุ้มครองและให้ฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงการทำไร่หมุนเวียนด้วย

มติ ครม.นี้ถูกเสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันเป็นกลับกลายเป็นมติครม.ที่ไม่ถูกนำไปใช้เลย แม้แต่ครั้งเดียว กฎหมายอุทยานฯ ยังไงก็เหนือกว่า

อะไร? ทำให้มติครม.ที่คุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยง ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ

เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะมติครม.กำหนดไว้กลางๆพูดถึงเรื่องวัฒนธรรม แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดในเรื่องของที่ดิน

แต่เมื่อที่ดิน กับวัฒนธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ยิ่งซับซ้อนและย้อนแย้งจนหาทางออกไม่ได้ว่าทำแบบไหนถึงเรียกว่าทำถูกกฎหมาย

จนถึงวันนี้กรมอุทยานฯ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกับกลุ่มชาติพันธ์ที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่ามากที่สุด ยังคงเดินหน้าที่จะใช้พระราชบัญญัติอุทยานฉบับล่าสุด ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ โดยการรังวัดรับรองสิทธิที่ทำกิน จะใช้ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงร่องรอยการทำกินอ้างอิงปี 2545 - 2557 เป็นหลัก

นั่นหมายความว่าพื้นที่ทำกินที่ถางใหม่หลังปี 2557 แม้จะเป็นไร่หมุนเวียนทับที่เดิม ก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่จะทวงคืนผืนป่า ยิ่งทำให้ปัญหาไม่จบไม่สิ้น

ในขณะที่ชาวบ้านยืนยันว่าการทำไร่หมุนเวียนมีมานานแล้วและไม่อาจสามารถกำหนด GPS กั้นเขตพื้นที่ได้

ไม่แน่ว่าเร็วๆนี้เราอาจได้เห็นการออกมาเคลื่อนของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินทับซ้อน เข้ามาทวงถามความเป็นธรรมในกรุงเทพฯครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังมีคณะมนตรีชุดใหม่ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง.

#วชิรวิทย์ #วชิรวิทย์รายวัน #Vajiravit #VajiravitDaily #Nation #NationTV

ข่าวล่าสุด