หลังการเข้าซื้อกิจการบมจ.โกลว์ พลังงาน หรือโกลว์ ส่งผลให้บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ จีพีเอสซี จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มรวมเป็น 4,986 เมกะวัตต์ ส่งผลดีต่อการดำเนินกิจการของจีพีเอสซี ที่ตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะต้องติด 1 ใน 3 ธุรกิจผลิตไฟฟ้าของประเทศ จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 4 ธุรกิจผลิตไฟฟ้าของประเทศ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (จีพีเอสซี) ชวลิต ทิพพาวนิช ระบุ ภายใน 5 ปี จีพีเอสพีจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ หรือ ซีโอดี เพิ่มขึ้นเป็น 5,400 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันหลังการควบรวมกิจการกับโกลว์แล้วมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 4,986 เมกะวัตต์ เนื่องจากจีพีเอสซีมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายโครงการทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มทยอยเปิดตั้งแต่ปี 2563-2566 และยังได้กระแสเงินสดจากการควบรวมกิจการโกลว์ในปี 2567 กลับมาประมาณปีละ 1,600 ล้านบาท
นอกจากนี้ จีพีเอสซีจะช่วยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในส่วนของพลังงานทดแทนให้ได้ 8,000 เมกะวัตต์ ภายใน 5 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ของบมจ.ปตท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จีพีเอสซี ที่ต้องการส่งเสริมพลังงานทดแทนในเครือปตท. เพื่อตอบสนองต่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ ธุรกิจเอสเคิร์ฟ เช่น การผลิตแบตเตอรี่ และรองรับการลงทุนของผู้ประกอบการในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของประเทศ
สำหรับ เงินที่จะนำมาใช้ลงทุนขยายกิจการของจีพีเอสซี ล่าสุดคณะกรรมการ หรือบอร์ดจีพีเอสซี ได้อนุมัติแผนการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนวงเงิน 7.4 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินของจีพีเอสซี ให้มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น โดยจะนำเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2562 พิจารณาอนุมัติในวันที่ 28 ส.ค. 2562 นี้ ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นในการเข้าซื้อกิจการโกลว์ ให้กับสถานบันการเงินและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมทั้งรองรับการลงทุนในโครงการปัจจุบันและโครงการอนาคตต่อไป
ทีมข่าวเศรษฐกิจเนชั่น รายงาน