น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยือนอินเดีย เมื่อวันที่ 7-10 ก.ค.62 ว่าการเดินทางไปครั้งนี้ ไปในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียนและตนเป็นประธานรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน โดยได้เดินทางไปกับเลขาธิการอาเซียนและรัฐมนตรีการค้าของอินโดนีเซียในฐานะผู้ประสานงานคณะกรรมการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซ็ป) ระหว่างอาเซียน และคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่นเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เพื่อไปพบปะกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมคนใหม่ของอินเดียเพื่อเจรจาให้อินเดียร่วมกับสมาชิกอาร์เซ็ปผลักดันให้การเจรจาสำเร็จให้ได้ภายในปีนี้ตามเป้าหมายของผู้นำทั้ง16 ชาติ
สำหรับเรื่องสำคัญที่ได้หารือกันคือการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน, การคุ้มครองการลงทุนและกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดตลาด โดยอินเดียแจ้งว่าอินเดียต้องการผลักดันให้การเจรจาจบลงให้ได้ตามเป้าหมายเหมือนสมาชิกประเทศอื่นแต่การเปิดตลาดสินค้า และบริการยังไม่สมดุลกัน เพราะสมาชิกอื่นต้องการให้อินเดียเปิดตลาดสินค้า แต่อินเดียยังระมัดระวังการเปิดตลาดสินค้าโดยเฉพาะกับประเทศที่อินเดียยังไม่มีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ด้วย เช่น จีนญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ขณะที่อินเดีย ต้องการให้สมาชิกอื่นเปิดตลาดบริการแต่บางประเทศ ยังไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของอินเดียซึ่งจะต้องมาเจรจาต่อรองเพื่อหาจุดสมดุลร่วมกันให้ได้
"การเจรจาครั้งนี้ดีมาก เพราะอินเดียบอกว่าอยากผลักดันให้การเจรจาจบให้ได้ตามเป้าหมาย และอยากให้เพิ่มการประชุมให้มากขึ้นโดยเฉพาะระดับรัฐมนตรี ที่จะมีการประชุมอีก 2 ครั้งคือในเดือนก.ค. และเดือนก.ย.นี้เพื่อเจรจาหาจุดสมดุลระหว่างการเปิดตลาดสินค้า และบริการร่วมกันซึ่งในส่วนของการเปิดตลาดบริการ ได้แจ้งอินเดียว่า อยากให้อินเดียระบุสาขาสำคัญๆที่อยากให้สมาชิกอื่นเปิดตลาดให้อินเดียไปเลยจากปัจจุบันที่อินเดียขอให้เปิดตลาดจำนวนมากแต่เป็นสาขาที่หลายประเทศยังไม่พร้อมเปิดตลาด ซึ่งอินเดียรับปาก"
ทั้งนี้ ล่าสุด อินเดีย มีสินค้าที่จะยอมลดภาษีเป็น 0%ทันทีที่ความตกลงอาร์เซ็ปมีผลบังคับใช้ในสัดส่วน 65%ของรายการสินค้าที่ค้าขายระหว่างสมาชิก แต่อินเดีย แจ้งว่า จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 70%ได้ หากสมาชิกอื่นยอมเปิดตลาดบริการให้สมดุลกับการเปิดตลาดสินค้าของอินเดียส่วนสินค้าในสัดส่วนที่เหลือ อินเดีย จะทยอยลดภาษีภายใน 10-25 ปี
สำหรับไทย อินเดียยังต้องเจรจาต่อรองกับไทยในเรื่องการเปิดตลาดอีกเช่นกันเพราะการยื่นรายการเปิดตลาดสินค้า และบริการยังตอบสนองซึ่งกันและกันไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเร่งเจรจากับอินเดียเพื่อให้การเปิดตลาดตอบสนองซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน สมาชิกอื่นที่ยังมีปัญหาระหว่างกันอยู่ ก็ต้องเร่งเจรจา 2 ฝ่าย เพื่อหาข้อยุติร่วมกันก่อนที่จะมาหารือในภาพรวมกับสมาชิกอื่น เพื่อให้การเจรจาจบให้ได้ภายในปีนี้