การเปลี่ยนหัว หาผู้นำฝ่ายค้านหนนี้ สะท้อนปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยได้หลายประการ
1. คือความไม่เป็นเอกภาพ ความขัดแย้งภายใน และไม่มีใครมีบารมีจริงๆ เนื่องจากเจ้าของพรรคตัวจริงอยู่เมืองนอก
2. ขาดขุนพลคนสำคัญในการกุมบังเหียนพรรค และทำงานในสภา เพราะแกนนำพรรคสอบตกหมด (คุณสุดารัตน์ คุณภูมิธรรม ขณะที่บางคนก็ฉีกไปอยู่พรรคอื่นแล้วพรรคถูกยุบ เช่น คุณจาตุรนต์)
สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยขณะนี้จึงอยู่ในสภาพ "พรรคไร้หัว" ส่งผลถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาช่วงที่ผ่านมา ด้อยกว่าพรรคอนาคตใหม่ หรือแม้แต่พรรคประชาชาติเสียด้วยซ้ำ
ขณะที่ตำแหน่ง "ผู้นำฝ่ายค้าน" มีความสำคัญมากในเวทีการเมืองระบบรัฐสภา เพราะจะเป็น "หัวหอก" ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เป็นผู้นำในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นผู้อภิปรายสรุปญัตติเพื่อให้สมาชิกได้ตัดสินใจโหวต ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ล้มรัฐบาลได้เหมือนกัน แม้จะไม่ได้แพ้คาสภา แต่ก็ต้องลาออก หรือยุบสภาหนี
เส้นทางประชาธิปไตยของบ้านเรา มีการบัญญัติตำแหน่ง "ผู้นำฝ่ายค้าน" ไว้ในรัฐธรรมนูญครั้งแรกในปี 2517 จนถึงปัจจุบันมีผู้นำฝ่ายค้านมาแล้ว 7 คน คือ
หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช , พลตำรวจเอก ประมาณ อดิเรกสาร , พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ , คุณบรรหาร ศิลปอาชา , คุณชวน หลีกภัย , คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน และคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
น่าสังเกตว่าในจำนวนผู้นำฝ่ายค้าน 7 คน มาจากพรรคประชาธิปัตย์ถึง 4 คน / และมีถึง 5 คนที่ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
คุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จะสร้างประวัติศาสตร์นี้เป็นคนต่อไป หรือจะเป็นได้แค่ผู้นำฝ่ายค้านขัดตาทัพ เพื่อรอคนแดนไกลเคาะ "ผู้นำพรรคตัวจริง"