นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯในฐานะหน่วยงานปฏิบัติที่มีอำนาจออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า(Form D) เพื่อลดภาษีขาเข้าประเทศสมาชิกได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้า(SC-AROO) ครั้งที่ 30 เมื่อวันที่ 15-17มิถุนายน 2562 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเพื่อร่วมเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิฯและไม่สอดคล้องกับการค้าในปัจจุบันจนบรรลุผลสำเร็จ โดยมีประเด็นที่สำคัญ คือการสรุปผลการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ให้ยอมรับลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์(ESS) ในการออกForm D โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2563หลังประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินกระบวนการภายในแล้วเสร็จ
ทั้งนี้ กรมฯมีนโยบายมุ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้นโดยปัจจุบันมีความตกลงทางการค้าเสรี 5 ฉบับที่เปิดให้ใช้ลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ความตกลงทางการค้าเสรีไทย ออสเตรเลีย (TAFTA) อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์(AANZFTA) ไทย ญี่ปุ่น (JTEPA) อาเซียน ญี่ปุ่น (AJCEP) และอาเซียน เกาหลี (AKFTA) กรมฯจึงผลักดันให้ Form D ภายใต้กรอบอาเซียน สามารถใช้ ESS ได้เนื่องจากกรอบอาเซียนมีผู้ประกอบการไทยมาใช้ประโยชน์สูงที่สุดทั้งปริมาณ FormD ที่ออก และมูลค่าการใช้สิทธิฯ โดยจะเห็นได้จากตัวเลขในปี 2561มีการขอ Form D สูงถึง 375,721 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวม 26,890.32ล้านดอลลาร์ "การใช้ ESS จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทยช่วยลดระยะเวลาในการขอหนังสือรับรอง Form D และช่วยป้องกันการถูกตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ทีมีอำนาจลงนามในหนังสือรับรองฯเนื่องจากการเซ็นสด (Manual) อาจมีความเป็นไปได้ที่ลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่จะมีความแตกต่างจากตัวอย่างที่ได้แจ้งเวียนให้หน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทางทราบได้"นายอดุลย์กล่าว