นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจมีประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในปัจจุบันซึ่งเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบกิจการทั้งรายใหญ่และรายเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีกหนึ่งช่องทางโดยสามารถนำทรัพย์สินในกิจการ เช่น กิจการ สินค้าคงคลัง สิทธิในบัญชีเงินฝากเป็นต้น มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินและยังคงสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์หลักประกันดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดสัมมนาผู้รับหลักประกัน"การบังคับหลักประกันทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ"ให้กับผู้รับหลักประกันกลุ่มสถาบันการเงินบุคลอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงมาแล้ว 2ฉบับ (กฎกระทรวงกำหนดให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับหลักประกัน พ.ศ. 2559และกฎกระทรวงกำหนดให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับหลักประกัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561) และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับหลักประกัน ณศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดนนทบุรี
"การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการเสริมความรู้แก่ผู้รับหลักประกัน ให้ทราบถึงบทบัญญัติของกฎหมายสิทธิและหน้าที่ของผู้รับหลักประกันและแนวทางการบังคับทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจการพัฒนาปรับปรุงระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจการเพิ่มทรัพย์สินประเภทไม้ยืนต้นในระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ"
อย่างไรก็ตาม การนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นลดข้อจำกัดด้านเงื่อนไขหลักประกัน ได้รับต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสมสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้นเพิ่มโอกาสและศักยภาพของผู้ประกอบการในการทำธุรกิจจากการได้รับเงินทุนสนับสนุนลดปัญหาการกู้ยืมนอกระบบ สถาบันการเงินมีหลักประกันในการชำระหนี้ตามกฎหมายเพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ เพิ่มโอกาสในการขยายการให้สินเชื่อรวมถึงเป็นการส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะสถาบันการเงิน
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มิ.ย.2562) มีผู้มาขอจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 410,669 คำขอมูลค่าทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน รวมทั้งสิ้น 6,669,642 ล้านบาทโดยสิทธิเรียกร้องประเภทบัญชีเงินฝากธนาคารยังคงเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คิดเป็นร้อย 51.91 (มูลค่า3,462,084 ล้านบาท) รองลงมา คือสิทธิเรียกร้องประเภทลูกหนี้การค้าสัญญาจ้าง สัญญาเช่า สัญญาซื้อขาย คิดเป็นร้อยละ23.08 (มูลค่า 1,539,021 ล้านบาท)
สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ ช้าง คิดเป็นร้อยละ 21.88(มูลค่า 1,459,811 ล้านบาท) ทรัพย์สินทางปัญญาคิดเป็นร้อยละ 0.03 (มูลค่า 1,985 ล้านบาท)กิจการ คิดเป็นร้อยละ 0.01 (มูลค่า 383 ล้านบาท)อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 0.002 (มูลค่า138 ล้านบาท) และไม้ยืนต้น คิดเป็นร้อยละ 0.002(มูลค่า 129 ล้านบาท)