สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พูดกับบุคคลใกล้ชิดว่า เขามีความคิดอยากจะถอนสหรัฐฯ ออกจากสนธิสัญญาป้องกันประเทศที่ทำกับญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อกว่า 60 ปีมาแล้ว โดยอ้างว่า ญี่ปุ่นได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว จากการที่สหรัฐฯ ต้องปกป้องญี่ปุ่นในกรณีที่ถูกรุกราน แต่ญี่ปุ่นไม่ได้มีข้อผูกมัดในกรณีที่สหรัฐฯ ถูกโจมตี นอกจากนี้ทรัมป์ยังไม่พอใจที่สหรัฐฯ ต้องย้ายที่ตั้งฐานทัพบนเกาะโอกินาวา และอยากให้ญี่ปุ่นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากกว่านี้ด้วย
อย่างไรก็ตามทรัมป์เพียงแค่เอ่ยถึงเรื่องนี้เท่านั้น ไม่ได้ดำเนินการอะไรอย่างมีนัยสำคัญขณะที่นายโยชิฮิเดะ ซูกะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวและบอกว่าญี่ปุ่นได้รับคำยืนยันจากทรัมป์แล้ว ว่าการถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน เริ่มมีผู้ตั้งคำถามแล้วว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรสก่อนถอนตัวหรือไม่
บรรดานักวิเคราะห์มองว่า หากสหรัฐฯ ฉีกสัญญากับญี่ปุ่นจริง สหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายสูญเสียความแข็งแกร่งทางทหารในเอเชียตะวันออก ในช่วงเวลาที่จีนกำลังผงาดในภูมิภาคนี้ และจะทำให้ญี่ปุ่นซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ใกล้กับทั้งจีนและเกาหลีเหนือต้องแสวงหาพันธมิตรด้านความมั่นคงรายใหม่ หรือไม่ญี่ปุ่นก็อาจกลับมาตั้งกองทัพของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ และอาจต้องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ก็เป็นได้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ทรัมป์เตรียมเดินทางเยือนญี่ปุ่นเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี20 และมีกำหนดหารือระดับทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะด้วย