เนชั่นทีวี

ข่าว

ยอดใช้สิทธิการค้า 4 เดือนพุ่ง 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์

25 มิ.ย. 2562 | orawan_jan

ยอดใช้สิทธิการค้า 4 เดือนพุ่ง 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์

กรมการค้าต่างประเทศ ระบุ มูลค่าการใช้สิทธิ์ FTA และ GSP ช่วง 4 เดือนปี 62 มีมูลค่า 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% อาเซียนนำใช้สิทธิ์สูงสุด คาดตั้งแต่ 1 ก.ค. 62 เริ่มใช้ Form D แบบซื้อขายผ่านนายหน้า จะช่วยให้ไทยเพิ่มยอดการใช้สิทธิ์ส่งออกไปยังอาเซียนอื่นและ CLMV ได้เพิ่มขึ้น

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ยอดการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี(FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(GSP) ในช่วง 4เดือนของปี 2562 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่ารวม 24,274.56ล้านดอลลาร์ มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯอยู่ที่ร้อยละ80.27 เพิ่มขึ้น 5% แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้FTA มูลค่า 22,546.79ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.88% และภายใต้ GSP มูลค่า1,727.77 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22.15%



สำหรับการใช้สิทธิ์ภายใต้ FTA จำนวน12 ฉบับ โดย FTA อาเซียน-ฮ่องกงเป็นฉบับล่าสุดที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11มิ.ย.2562 ที่มีมูลค่า 22,546.79ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.88% นั้น คิดเป็นร้อยละ 79.79ของมูลค่าการส่งออกภายใต้ FTA ไปยังประเทศคู่ภาคีความตกลงโดยตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5อันดับแรก ได้แก่ อาเซียน มูลค่า 8,272.23 ล้านดอลลาร์ จีน มูลค่า 6,224.76ล้านดอลลาร์ ออสเตรเลีย มูลค่า 2,669.72 ล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่น มูลค่า 2,578.61ล้านดอลลาร์ และอินเดีย มูลค่า 1,535.61 ล้านดอลลาร์




อย่างไรก็ตาม กรมฯคาดว่าการส่งออกไปยังอาเซียนและ CLMV จะมีการใช้สิทธิประโยชน์ฯเพิ่มมากขึ้นอีกหลังจากจะเริ่มใช้ Form D ที่ใช้หลักการซื้อขายผ่านนายหน้า 2รูปแบบควบคู่กัน คือ Third Country Invoicing ร่วมกับBack-to-Back ได้ตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยหลักการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเข้าสินค้าที่ใช้ FormD แบบ Third Country Invoicing ที่แนบ invoice ของพ่อค้าคนกลางประกอบการใช้สิทธิฯควบคู่กับมาขอ Form D แบบ Back to Back เพื่อกระจายสินค้าขายต่อไปยังประเทศอาเซียนอื่นๆโดยเฉพาะการขายต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ได้ ซึ่งจะเอื้อต่อระบบการค้าปัจจุบันที่มีการซื้อขายผ่านนายหน้าและช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีเครือข่ายทางการค้าและมีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้มีแต้มต่อเพื่อแข่งขันได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลงจากการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและยังจะทำให้ไทยสามารถพัฒนาเป็นฮับกระจายสินค้าในภูมิภาคอาเซียนได้ด้วย





นายอดุลย์กล่าวว่าในส่วนของการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP จำนวน 4ระบบ ประกอบด้วย สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์(ญี่ปุ่นตัดสิทธิการให้ GSP แก่ไทยตั้งแต่วันที่ 31มี.ค.2562) มีมูลค่า 1,727.77ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22.15% มีอัตราการใช้สิทธิ ร้อยละ 87ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP โดยสหรัฐฯยังคงมีสัดส่วนการใช้สิทธิมากที่สุด คือ ร้อยละ 92ของมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ทั้งหมด มีมูลค่า1,591.58ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.21% มีอัตราการใช้สิทธิร้อยละ 106.63ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 1,492.64ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง รถจักรยานยนต์ และแว่นตาที่ไม่ใช่กันแดด




ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศระงับสิทธิ GSPกับอินเดีย โดยได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5มิ.ย.2562 ที่ผ่านมาเนื่องจากอินเดียไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการเปิดตลาดอย่างถูกต้องเหมาะสมและมีการออกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ส่งผลเชิงลบต่อการค้าของสหรัฐฯ ดังนั้นเมื่ออินเดียถูกสหรัฐฯ ระงับสิทธิ GSP ผู้นำเข้าสหรัฐฯอาจหันมาซื้อสินค้าจากแหล่งอื่นจึงถือเป็นโอกาสอันดีของไทยที่จะผลิตสินค้าเพื่อส่งออกทดแทนสินค้าอินเดียในสหรัฐฯโดยเฉพาะรายการที่ยังมีมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ไม่สูงมากนักโดยกลุ่มสินค้าที่ไทยน่าจะมีโอกาสบุกตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ ของทำด้วยหินกระเป๋าถือและของที่พกติดกระเป๋าทำด้วยหนัง เครื่องจักสาน คาร์บอนกัมมันต์(ถ่านสำหรับกรองอากาศในเครื่องปรับอากาศ) และแผ่นทำด้วยโพลิเมอร์ของโพรพิลีนเนื่องจากอินเดียจะต้องเสียภาษีนำเข้าปกติที่ประมาณ 0.1-54.6%ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากอินเดียมีต้นทุนสูงขึ้น โดยในปี 2561อินเดียมีมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ไปสหรัฐฯ รวม 6,234.84ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ไปสหรัฐฯ4,314.90 ล้านดอลลาร์



ยอดใช้สิทธิการค้า 4 เดือนพุ่ง 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์


"กรมฯ ตั้งเป้าหมายในปี 2562จะมีการใช้สิทธิพิเศษประโยชน์ทางการค้าไว้ที่ 81,025 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 9% ได้แต่กรมฯ จะไม่หยุดส่งเสริมและผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกและจะเดินหน้าปรับปรุงระบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการจัดกิจกรรมสัมมนาเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อัตราการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯบรรลุได้ตามเป้าหมายที่วางไว้" นายอดุลย์ กล่าว

ข่าวล่าสุด