เนื้อหาการอภิปรายของนายวันชัย คือการชี้แจงประเด็นข้อกล่าวหาที่สมาชิกหลายคนอภิปรายโจมตีว่า ส.ว.ชุดนี้มีที่มาจาก คสช. หากโหวตเลือก พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก็จะเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ พร้อมทั้งอภิปรายสนับสนุนคุณสมบัติของ พลเอกประยุทธ์ ว่ามีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป เพราะไม่มีคดีติดตัว โดยเฉพาะคดีซุกหุ้น
เมื่ออภิปรายพาดพิงไปถึงคดีซุกหุ้น ทำให้ ส.ส.หลายคนจากขั้วเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรยกมือประท้วง หนึ่งในนั้น คือ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ โดยได้อภิปรายตอนหนึ่งว่า คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ไม่ใช่ คสช.เป็นผู้สรรหาหรือ และตนยังรู้ว่า นายวันชัย เคยลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคชาติพัฒนา เมื่อปี 2544 เเต่ประชาชนไม่เลือก แต่ต่อมากลับมีตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และ ส.ว. ถือว่าได้ประโยชน์จาก คสช. และการยึดอำนาจ
จากนั้น นายวันชัย ได้ขอใช้สิทธิ์พาดพิง และอภิปรายว่า ความเป็นประชาธิปไตยจะต้องหัดฟังคนอื่นบ้าง ตนรู้กำพืดนายคารมดี ตั้งเเต่หิ้วกระเป๋าตามใคร จากนั้นนายคารม ก็อภิปรายสวนว่า แบบนี้หรือจะบอกว่าเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างไร ท่านเห็นตนถือกระเป๋าให้ใครหรือไม่
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นายพรเพชรต้องไกล่เกลี่ย และอนุญาตให้นายวันชัยอภิปรายต่อจนจบ
การตอบโต้กันกลางสภา มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยปกติจะไม่มีการตอบโต้ข้ามสภา ในลักษณะ ส.ส. ปะทะกับ ส.ว. แต่รัฐธรรมนูญชุดนี้เขียนให้อำนาจ ส.ว.ไว้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการร่วมโหวตเลือกนายกฯ ทำให้กลายเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับ ส.ส.บางกลุ่มบางฝาย