เริ่มจากนายเฉลิมชัย สรุปสถานการณ์ให้ที่ประชุมฟัง ก่อนที่นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค จะกล่าวเปิดเวทีรับฟังความเห็นสส. โดยระบุว่า พรรคพลังประชารัฐตอบรับว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อสภา เพื่อเปิดช่องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะมีการกำหนดระยะเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ด้วย ส่วนนโยบายพรรคก็รับปากแล้วว่าจะบรรจุนโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติของพรรคในนโยบายรัฐบาลด้วย โดเฉพาะการประกันรายได้สินค้าเกษตร แต่ทั้งนี้ข้อตกลงทั้งหมดไม่รวมถึงกรณีหากมีการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมถอนตัวทันทีหากเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความกังวลว่าถ้ามีการทุจริตในรัฐบาลประชาธิปัตย์จะทันเกมหรือไม่ และชี้ให้เห็นว่าพรรคควรยึดอุดมการณ์ต่อสู้ทั้งการทุจริตและการสืบทดอำนาจ ให้พรรคมีที่ยืนของตัวเอง ไม่ใช่ไปยืนฝ่ายพลังประชารัฐหรือฝ่ายของทักษิณคือเพื่อไทย ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของพรรคในวันหน้า พร้อมเสนอให้พรรคทำหน้าที่ฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมรัฐบาล ยึดมั่นอุดมการณ์พรรคและรักษาผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติ เป็นการยืนบนหลักการซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคในการทำหน้าที่ตรวจสอบขณะที่นายเทอดพงษ์ ชัยนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แสดงความเห็นแย้งกับนายอภิสิทธิ์ โดยระบุว่า อารมณ์สังคมต้องการให้เลือกข้าง ไม่ซ้ายก็ขวา และสาเหตุที่พรรคแพ้ก็เป็นเพราะคำประกาศของนายอภิสิทธิ์ที่ไม่ประกาศไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงเหตุการณ์ที่ฮ่องกง ประชาธิปัตย์วันนี้จึงต้องเลือกข้างยืนตรงกลางไม่ได้แล้ว เพราะไม่ว่าจะเลือกฝั่งไหนก็โดนตำหนิ
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ได้ลุกขึ้นปกป้องนายอภิสิทธิ์ โดยขอให้พรรครักษาเกียรติภูมิของอดีตหัวหน้าพรรค ที่เปรียบเสมือนแม่ทัพ แม้ทำศึกพ่ายแพ้แต่ก็ต้องรักษาแม่ทัพไว้ เพราะคำพูดของแม่ทัพก็เปรียบเหมือนคำพูดของพรรค หากไม่มีการปกป้องผู้นำเป็นเช่นนี้ใครจะเชื่อคำพูดของหัวหน้าพรรค ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ลุกขึ้นอภิปรายว่าขอให้สส.ลงมติโดยอิสระ ไม่ต้องคำนึงถึงตน เพราะตนก็ต้องรักษษเกียรติภูมิของตัวเองอยู่แล้ว