การลงนามสัญญาซื้อขายหน่วยผลิตพลังงาน หรือ ERU ระหว่างบมจ.ไทยออยล์ กับบริษัทเอนเนอยีรีคอฟเวอรี่ ยูนิต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่หรือจีพีเอสซี จะช่วยผลักดันให้จีพีเอสซีกลายเป็นผู้นำรายแรกของประเทศไทยที่ผลิตพลังงานจากกากน้ำมันเหลือใช้จากกระบวนการกลั่นมาเป็นชื้อเพลิง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ.ไทยออยล์ระบุว่า การลงนามซื้อขายหน่วยผลิตพลังงานอีอาร์ยูกับจีพีเอสซีครั้งนี้อยู่ในโครงการพลังงานสะอาด หรือ ซีเอฟพี ของไทยออยล์ ที่มีการลงทุน 4,825ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังการผลิตของไทยออยล์จากกำลังการลั่น 2.75แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งรวมถึงหน่วยผลิตพลังงานอีอาร์ยูที่จะทำหน้าหลักในการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโครงการซีเอฟพีเชื่อว่าความร่วมมือกับจีพีเอสซี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือปตท.เหมือนกันจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัททั้งเครือและลดภาระการลงทุนในโครงการซีพีเอฟได้ถึง 15%
ด้านประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ.โกลบอลเพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ ชวลิต ทิพพาวนิช เผยว่า การเข้าซื้อหน่วยผลิตพลังงานอีอาร์ยูจะใช้เงินลงทุน 757 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.41 หมื่นล้านบาทซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 250 เมกะวัตต์ ไอน้ำ 175 ตันต่อชั่วโมงคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2566ส่งผลดีต่อโอกาสเติบโตของธุรกิจในรูปแบบต่างๆ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือเป็นการลงทุนในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่อีอีซี
กำลังการผลิตไฟฟ้าที่จีพีเอสซีผลิตได้ปัจจุบัน 1900 เมกะวัตต์รวมกับการควบรวมรวมกิจการกับบริษัท โกลว์ พลังงาน และการลงทุนในหน่วยผลิตพลังงานอีอาร์ยูจะทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 4,986 เมกะวัตต์หากภายในปีนี้กำลังการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำที่จีพีเอสซีลงทุนเข้ามาในระบบอีก 3โครงการ และอีก 1 โครงการในปี 2563จะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง