กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จึงมีแนวคิดเปลี่ยนถังแก๊สเหล็ก เป็นถังคอมโพสิต มีการไปทดลองระเบิด ทดลองยิงใส่กันจริงๆ เลย เพื่อให้เห็นว่า แม้ถังแก๊สประเภทนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบระเบิดเพื่อก่อเหตุรุนแรง แต่ความร้ายแรงและอานุภาพของมันจะเบากว่า เพราะไม่มีเหล็กที่เป็นเหมือนสะเก็ดระเบิดมาฉีกร่างถังแก๊สคอมโพสิต ผลิตจากโพลิเมอร์และไฟเบอร์กลาส ทนต่อแรงกระแทก การเฉือนและต้านทานต่อสภาวะแวดล้อม ทำให้ไม่เกิดประกายไฟเหมือนถังเหล็กหากเกิดการกระแทกแบบรุนแรง ที่สำคัญถังแก๊สคอมโพสิตมีจุดหลอมเหลวต่ำ หากได้รับความร้อนสูงจากภายนอกจะไม่ระเบิดออกเหมือนถังเหล็ก แต่จะละลายแทน
โครงการนี้ทำมาหลายปี โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ออกมาตรการบังคับให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมทั้ง 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ห้ามใช้ถังแก๊สแบบเหล็กขนาดบรรจุ 15 กิโลกรรม แล้วให้นำมาเปลี่ยนเป็นถังแก๊สคอมโพสิต ขนาดบรรจุ 11 กิโลกรัมแทน ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 และตั้งเป้าว่าวันที่ 1 ตุลาคม 2559 พื้นที่ชายแดนใต้จะปลอดจากถังแก๊สเหล็ก แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลา กลับดำนินการไม่สำเร็จ
กระทั่งในยุคแม่ทัพภาคที่ 4 คนก่อน พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช ได้ออกประกาศ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ลงวันที่ 13 มกราคม 2560 ห้ามมิให้บุคคลนำถังแก๊สหุงต้มที่เป็นถังเหล็กขนาด 15 กิโลกรัมหรือเล็กกว่า เข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ปรากฏว่าในพื้นที่ก็ยังมีถังแก๊สเหล็กอยู่เหมือนเดิม