แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว มีผู้ถูกประหารชีวิต 690 คน ใน 20 ประเทศ ลดลงจากปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 993 คน นำโดยอิหร่าน 253 คน, ซาอุดีอาระเบีย 149 คน, เวียดนาม 85 คน, และอิรัก 52 คน อย่างไรก็ตามสถิตินี้ยังไม่รวมการประหารชีวิตของประเทศจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้ทราบ แต่คาดว่ามีผู้ถูกประหารหลายพันคน
สำหรับวิธีการที่ใช้ในการประหารชีวิตพบว่า ราวครึ่งหนึ่งของประเทศทั้งหมดใช้การแขวนคอ, ตามมาด้วยการยิงเป้า, ฉีดยา, ขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวที่ใช้การช็อตไฟฟ้า, ส่วนซาอุฯ เป็นประเทศเดียวที่ใช้การตัดศีรษะ
รายงานฉบับนี้ระบุด้วยว่า สถานการณ์ในหลายประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น อาทิ อิหร่านที่มีการประหารลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หลังยกเลิกโทษประหารในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบางประเภท, อิรัก, ปากีสถาน, และโซมาเลีย , สวนทางกับอีกหลายประเทศที่มีการประหารเพิ่มขึ้น เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเบลารุส ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งกลับมาประหารชีวิตเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วนับตั้งแต่ปี 2552ปัจจุบันมีอย่างน้อย 106 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับคดีอาชญากรรมทั้งหมด และมี 142 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ