แนวทางแรก ขั้วพลังประชารัฐชิงจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการเดินหน้าโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปก่อน เพราะมีเสียง ส.ว.250 เสียงคอยสนับสนุน จากนั้นนายกฯ คนใหม่จะฟอร์มรัฐบาล คาดว่าจะทำงานได้ระยะหนึ่ง หากมีปัญหาหรือโดนเล่นเกมการเมืองมากก็จะตัดสินใจยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่แนวทางที่ 2 ปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์ กกต.อาจสั่งเลือกตั้งใหม่หลายเขต ทำให้ขยับเวลาประกาศรับรองผลเลือกตั้งออกไปเป็นหลังวันที่ 9 พฤษภาคม โดยห้วงเวลาในช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐบาล คสช.ยังมีอำนาจเต็มที่จะพิจารณางบประมาณ และผลักดันนโยบายต่างๆ เนื่องจากไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ
แนวทางที่ 3 กกต.อาจถูกกดดันอย่างหนักจนตัดสินใจลาออก ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะต้องเริ่มกระบวนการสรรหา กกต.ใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาพอสมควร และรัฐบาล คสช.ก็จะรักษาการไปเรื่อยๆ รอมี กกต.ใหม่ และจัดการเลือกตั้งใหม่อีกรอบหรือแนวทางที่ 4 คือหาคนกลางมาเจรจาผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" หรือ "รัฐบาลเฉพาะกาล" เพื่อบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจมีการแก้ไขกติกาการเลือกตั้งและการโหวตเลือกนายกฯใหม่ให้ทุกฝ่ายยอมรับมากขึ้น เพื่อจูงใจให้ร่วมขบวนรัฐบาลแห่งชาติ จากนั้นจึงจัดเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง
โดยรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลเฉพาะกาล จะมีอายุราวๆ 1 ปี มีภารกิจชัดเจน เน้นงานรูทีนและแก้กติกาเปลี่ยนผ่านสู่เลือกตั้งอีกรอบแต่ปัญหาของแนวทางนี้คือ แกนนำพรรคการเมืองบางพรรคอาจไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่และเพื่อไทย ซึ่งหากเป็นแบบนั้นก็ต้องรอให้สถานการณ์เป็นตัวชี้ขาดโดยลุ้นผลจาก 3 แนวทางแรก!