เมื่อถามว่าเหตุใดจึงเพิ่งออกหมายเรียก ทั้งที่คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า คดีนี้มีการออกหมายเรียกดำเนินคดีผู้ต้องหาคนอื่นๆไปแล้ว เกิดขึ้นในสมัยที่ตนยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงจึงตั้งคณะทำงานในรูปคณะพนักงานสอบสวน ชุดแรก มีพล.ต.ต.ทวิชชาติ พละศักดิ์ รองผบช.น.ในตอนนั้นเป็นหัวหน้าคณะ และเปลี่ยน ผบช.น.เปลี่ยนหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนมา 3 ชุด ล่าสุดปี 2561 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็ตั้งให้พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายนนท์ รองผบช.น.ในตอนนั้นเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน แต่ต่อมาพล.ต.ต.ปรีชา โอนย้ายไปสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ทำให้คดีนี้หยุดชะงักไป
"ต้องเข้าใจว่าการทำคดีของตำรวจในรูปแบบคณะพนักงานสอบสวน หากหัวหน้าชุดไม่สั่งการ ก็ดำเนินการอะไรไม่ได้ ก็ทำให้คดีนี้ค้างอยู่ แต่ล่าสุดหลังมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจวาระที่ผ่านมาเมื่อเดือนมีนาคม เปลี่ยนตัว ผกก.สน.ปทุมวัน เป็น พ.ต.อ.ธรรมมูญ บุญเรือง ผกก.สน.ปทุมวัน ที่เพิ่งย้ายมารับตำแหน่ง ก็ได้มาตรวจสอบสำนวนคดีในความรับผิดชอบ ก็พบว่ายังมีคดีนี้ตกค้าง ศาลทหารสั่งให้ออกหมายเรียกนายธนาธร และคนที่เกี่ยวข้อง มารับทราบข้อกล่าวหาตั้งแต่วันที่ 5กรกฎาคม 2558 เมื่อพิจารณาว่าเป็นเรื่องความมั่นคง จึงได้มาหารือกับผม ผมจึงได้สั่งการให้ทำตามกระบวนการตามกฎหมาย ป.วิอาญา ก็ให้ออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา สั่งไปก่อนวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา และก็สั่งการพล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น.ไปตั้งหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ขึ้นใหม่แล้ว" พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าว
รอง ผบ.ตร. กล่าวด้วยว่า ตำรวจมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถใช้ดำเนินคดีกับนายธนาธรได้ ยืนยันไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและไม่ได้ดิสเครดิตใคร ไม่เกี่ยวการเมือง เป็นเรื่องการทำคดีที่ค้างอยู่ตามปกติ ยอมรับที่ล่าช้าเพราะเปลี่ยนหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ไม่มีเรื่องอะไรแอบแฝงเลย ผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งไปแล้วและคงไม่ตัดสินคดีก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม นี้ แน่นอน และยืนยันไม่ได้มีใบสั่งจากใคร ไม่ได้เป็นลูกกระเป๋งใคร ตำรวจทำงานตรงไปตรงมา ตามกบิลบ้านกบิลเมือง ฝากเตือน อย่าเอาหมายเรียกมาเป็นเครื่องมือในการใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หากใครทำตำรวจเสียหาย วิจารณ์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงไปกล่าวหาให้เสียหายก็ดำเนินคดีได้