ในวันที่เราลงไปทำข่าว ค่าฝุ่นละอองเชียงใหม่อยู่ในระดับ 160 - 200 ไมรโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีแดง คือส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มันเป็นวิกฤตสุขภาพท่ามกลางความเงียบ ไม่มีแม้แต่การแจ้งเตือนจากภาครัฐ เห็นแต่เพียงการฉีดน้ำซึ่งแทบไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ก็ทำได้เพียงปรากฎตัวกับสื่อมวลชนในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อตอบคำถามว่าไม่ได้หายไปไหนไม่มีใครรู้ว่าปัญหาหมอกควันจะจบลงเมื่อไหร่ พอๆกับที่ไม่มีใครรู้ว่าการเผาในที่โล่ง และไฟป่าจะดับลงอำเภอเชียงดาวเป็นพื้นที่ ที่หมอกควันวิกฤตที่ที่สุด สาเหตุเกิดจากการเผาเพื่อเตรียมปลูกข้าวโพดในรอบต่อไปของเกษตรกร
อำเภอนี้ปลูกข้าวโพดมากที่สุดรองจากอำเภอแม่แจ่ม และปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งจังหวัดเชียงใหม่นั้นปลูกข้าวโพดอยู่โดยทั่วไปบนพื้นที่นับล้านไร่ เวลาเผาก็มักจะเผาให้ช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน
ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าเริ่มหันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวเมื่อปี 2540 ในช่วง 10 ปีหลัง เริ่มมีปัญหาหมอกควันที่รุนแรงมากขึ้น
พ่อของเด็กชายวัย 4 ขวบที่เป็นโรคปอดอักเสบ บอกว่าการแก้ปัญหาปัญหาหมอกควันเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรู้ถึงต้นตอของปัญหาดีอยู่แล้ว แต่ข้อท้าทายก็คือโครงสร้างของอุตสาหกรรมการเกษตรที่ต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ม่อนภูใส่หน้ากากอนามัยมาจะครบเดือนแล้ว และมันอาจกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเด็กคนนี้ไปอย่างถาวร
จากเศษซากของผืนป่าที่ถูกไฟไหม้เป็นบริเวณกว้าง ไม่มีใครรู้ว่าต้องใช้กำลังคนและงบประมาณเพื่อดับไฟไปอีกเท่าไหร่
มากไปกว่าการดับไฟ มีปัญหาที่ฝังราก และรอวันระเบิดอีกครั้ง
การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และประกาศวันห้ามเผา ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ ซับซ้อนมาขึ้นไปอีก แม่ทัพภาคที่ 3 บอกกับกลุ่มนักข่าว ในไลน์ ว่าเป็นการเผาอย่างมีนัยยะ เพื่อใช้ในการโจมตีทางการเมือง
เมื่อไฟป่ากลายเป็นไฟของความขัดแย้ง ประชาชนคนธรรมดาทั่วไป จะเป็นเหยือรายแรก ที่ต้องสังเวยชีวิต ให้กับฝุ่นพิษที่ไม่ได้เป็นคนก่อ อีกเช่นเคย