การแย่งจับขั้วชิงธงตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองที่ชนะคะแนน "ป๊อปปูลาร์ โหวต" กับพรรคใหญ่ที่ชนะจำนวน ส.ส.ในขณะนี้ กำลังมีปัญหาตรงที่เสียงสนับสนุนก้ำกึ่งกันมาก หากผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนคัดค้านผลการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเลข ส.ส.อย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาเสียงสนับสนุนก้ำกึ่งกันจนไม่สามารถตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป และอาจกลายเป็นภาวะ "ติดล็อคทางการเมือง"
การผ่าทางตันเพื่อให้การเมืองสามารถเดินหน้าต่อไป ทำให้หลายฝ่ายย้อนคิดไปถึง "วิธีพิเศษทางการเมือง" ที่เรียกขานกันจนติดปากว่า "งูเห่า" คือการใช้ตำแหน่งในรัฐบาลต่อรองให้ ส.ส.ของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามหันมายกมือสนับสนุนฝ่ายตน
ปรากฏการณ์ "งูเห่า" จึงเกิดมาแล้วหลายครั้ง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ในแวดวงการเมืองไทย...ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน มีแต่ฝ่ายแค้น คือต้องค้านด้วยความจำใจเท่านั้น
คำว่า "งูเห่า" บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อปี 2540 หรือ 22 ปีก่อน เป็นชะตากรรมที่เกิดกับพรรคประชากรไทย ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค
รัฐบาลในยุคนั้นมี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หรือ "บิ๊กจิ๋ว" หัวหน้าพรรคความหวังใหม่เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลผสม 6 พรรค มีเสียงสนับสนุน 221 เสียง
ขณะที่ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่มีหัวหน้าพรรคชื่อ นายชวน หลีกภัย มีเสียงสนับสนุนในระดับร้อยต้นๆ
แต่หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้ พลเอกชวลิต ตัดสินใจลาออก ขั้วรัฐบาลเดิมต้องการดัน พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ขึ้นเป็นนายกฯแทน โดยมีเสียงสนับสนุนลดลงเหลือแค่ 197 เสียง เนื่องจากมีพรรครัฐบาลเดิมแปรพักตร์ไปหนุน นายชวน หลีกภัย ทำให้เสียงสนับสนุนของฝั่งประชาธิปัตย์มีอยู่ 196 เสียง แพ้อยู่เพียงแค่ 1 เสียง
จากนั้นปฏิบัติการแย่งตัว ส.ส.ก็เกิดขึ้น โดย "เสธ.หนั่น" พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น เดินเกมดึง "ส.ส.กลุ่มปากน้ำ" นำโดย นายวัฒนา อัศวเหม จำนวน 12 คน ซึ่งสังกัดพรรคประชากรไทย กับคนสนิทของนายสมัครอีก 1 คน รวมเป็น 13 คน ให้หันไปโหวตสนับสนุน นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ทำให้เสียงสนับสนุนฝั่งประชาธิปัตย์พุ่งขึ้นเป็น 209 เสียง ขณะที่ขั้วรัฐบาลเดิมเหลือแค่ 185 เสียง นายชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ตามกติกาจำนวนมือมากกว่า
วาทกรรม "งูเห่า" เกิดขึ้นในตอนนี้ โดยเป็นคำพูดของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่เปรียบเปรยกับนิทานอีสปเรื่อง "ชาวนากับงูเห่า" ว่าตัวเองเหมือน "ชาวนา" ที่เคยช่วยเหลืองูเห่า แต่สุดท้ายกลับโดนงูเห่าแว้งกัดจนตาย เพราะ ส.ส.กลุ่มปากน้ำ เคยสังกัดพรรคชาติไทย และมีปัญหาขัดแย้งกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค จนอยู่กับพรรคไม่ได้ ต้องระเห็จออกมา แถมตัวนายวัฒนาเองก็โดนข้อกล่าวหาร้ายแรงทางการเมือง ทำให้ไม่มีพรรคไหนกล้ารับเข้าพรรค ยกเว้นพรรคประชากรไทยของนายสมัครเท่านั้น จึงเหมือนเป็นช่วยต่อชีวิตทางการเมืองเอาไว้ คล้ายๆ กรณีชาวนาช่วยงูเห่า
แต่สุดท้ายนายสมัครก็โดนแหกมติพรรคไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ รับตำแหน่งรัฐมนตรี 4 กระทรวง ปล่อยให้นายสมัครและพรรคประชากรไทยกลายเป็นฝ่ายค้าน มี ส.ส.เหลือแค่ 5 คนจาก 18 คน กลายเป็นชาวนาที่โดนงูเห่าแว้งกัดจนตาย
พฤติกรรม "งูเห่า" ของ ส.ส.กลุ่มปากน้ำ ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการกระทำที่ผิดหลักการ และทรยศต่อประชาชนที่เลือกมาหรือไม่ เพราะคนที่เลือก ส.ส.เหล่านี้ ส่วนหนึ่งเลือกเพราะสังกัดพรรคประชากรไทย แต่กลับแหกมติพรรคไปโหวตหนุนอีกฝ่ายเป็นนายกรัฐมนตรี
ทว่าในทางคดี ศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานเอาไว้ว่าการโหวตเลือกนายกฯเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. จึงไม่สามารถใช้มติพรรคบังคับได้ ฉะนั้นแม้พรรคประชากรไทยจะขับ ส.ส.กลุ่มงูเห่าออกจากพรรค แต่พวกเขาก็หาพรรคใหม่สังกัด คือพรรคราษฎร และทำงานการเมืองต่อเนื่องมา ประคับประคองให้รัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 ทำหน้าที่ได้นานถึง 3 ปีกับ 92 วัน ทั้งๆ ที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรเพียงแค่ 12 เสียงเท่านั้นเอง
ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องบันทึกเอาไว้ และต้องติดตามว่าจะมี "งูเห่า" พันธุ์ใหม่เกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้หรือไม่