ศ.ดร.จงรักษ์ ผลประเสริฐมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า งานวิจัยผลกระทบและมาตรการรองรับสารอันตรายตกค้างกรณีศึกษาปลาดอร์ลี่ ชิ้นนี้เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความเสี่ยงในการได้รับผลกระทบจากการรับประทานเนื้อปลาดอร์ลี่ซึ่งเป็นปลาที่คนไทยนิยมรับประทานมากที่สุด เพราะหาซื้อง่ายและมีราคาถูกโดยประเทศไทยนำเข้าปลาดอร์ลี่ 11,000 กิโลกรัมต่อปี เฉลี่ยแล้วคนไทยบริโภคปลาดอลลี่ 30 กิโลกรัมต่อปีต่อคน ปลาดอลลี่ก็คือปลาสวายที่ส่วนใหญ่มากจากประเทศเวียดนาม เป็นปลาเลี้ยงในกระชังมีการให้ยาปฏิชีวนะป้องกันไม่ให้ปลาเจ็บป่วย จึงอาจตกค้างมาสู่ผู้บริโภค"แม้ว่าจะต้ม หรือทอดก็อาจ ยังไม่มั่นใจได้ว่าสารปนเปื้อนที่อยู่ในเนื้อปลา จะสลายไปด้วย"
ด้าน ดร.วรุณศักดิ์เลี่ยมแหลม อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่าได้สุ่มตรวจสารปนเปื้อนของปลาดอร์ลี่ตามท่าเรือ สนามบิน โมเดิร์นเทรดรวมถึงแหล่งจำหน่ายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มเออีซี (AEC) โดยจากการสุ่มตรวจ 100 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะที่ใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 25 ตัวอย่าง ซึ่งยาปฎิชีวนะต้องไม่เกิน 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม หากผู้บริโภครับประทานเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในร่างกายซึ่งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของไทยที่น่าเป็นห่วง
ทั้งนี้ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจากการดื้อยากว่า 38,000 คนต่อปี เจ็บป่วยกว่า 700,000 คนต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปีโดยล่าสุดงานวิจัยนี้ได้รับรางวัลวิจัยระดับดี จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ปี 2562 ด้วย