ต้นเหตุของคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ ต้องย้อนกลับไปที่ปรากฏการณ์ "บิ๊กเซอร์ไพรส์" เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.วันสุดท้าย และเป็นเส้นตายของการส่งชื่อ "แคนดิเดตนายกฯ" หรือ "ว่าที่นายกฯในบัญชีของพรรคการเมืองต่างๆ" ด้วย อะไรเกิดขึ้นในวันนั้น ทุกคนคงยังจำกันได้
จากนั้น กกต.ก็ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ ด้วยข้อหากระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92(2) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์พอดี บางคนแซวว่าเป็น "มติวาเลนไทน์"
ต่อจากนั้นศาลก็เปิดโอกาสให้พรรคไทยรักษาชาติส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา และนัดประชุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ โดยฝั่ง กกต.ก็ได้ส่งคำคัดค้านมาเพิ่มด้วย (หมายถึงคำคัดค้านคำชี้แจงของไทยรักษาชาติ)
จากการประชุมของศาลเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ศาลลงมติแบบนี้
1.ศาลได้รับเอกสารคำร้องของ กกต. คำชี้แจงของพรรคไทยรักษาชาติ และคำคัดค้านของ กกต.ทั้งหมดแล้ว
2.ศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว
3.ศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย
4.ศาลนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 7 มีนาคม เพื่อให้ตุลาการแถลงด้วยวาจา และนัดอ่านคำวินิจฉัยในเวลาบ่าย 3 โมงวันเดียวกัน
สรุปก็คือพรุ่งนี้ บ่าย 3 โมงรู้เรื่อง! คำวินิจฉัยจะออกมาเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ ยุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือ "ยกคำร้อง" ซึ่งก็คือไม่ยุบพรรคไทยรักษาชาตินั่นเอง โดยถ้ายุบ ก็จะมีผลตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดด้วย จำนวนกรรมการบริหารพรรคล่าสุดของพรรคไทยรักษาชาติ คือ 13 คน ส่วนเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งกี่ปี ต้องรอฟังคำวินิจฉัย เพราะบางกระแสบอกตลอดชีวิต บางกระแสบอกว่า 20 ปี บางกระแสบอกว่า 10 ปี พรุ่งนี้ลุ้นในคำพิพากษา เช่นเดียวกับเหตุผลหากสั่งยุบพรรค ว่าจะมีการอ้างเหตุผลอะไร เพราะข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเรื่องนี้มีความอ่อนไหวสูงมาก