กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเป็นชาวบ้านชนเผ่าต่างๆ กะเหรี่ยงปาเกอกญอ 8 จังหวัดภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ เเม่ฮ่องสอน ลำปาง รวมตัวกันที่หน้าวัดเบญจมพิตร โดยมีตำรวจตำรวจนครบาล1 จำนวน 1 กองร้อย คอยดูแลความสงบเรียบร้อย
โดยกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่า การแก้กฎหมายป่าไม้ ต้องรองรับชุมชน พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ให้ สนช.ยุติการพิจารณากฎหมายทุกฉบับทันที รอให้สภา สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้ดำเนินการ เพราะกฎหมายที่ค้างการพิจารณาอยู่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการบริหารประเทศ และ ยังส่งผลกระทบต่อวิถีของชุมชน เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรรมนูญ
สำหรับกฎหมายต่างๆ ที่ สนช.พิจารณา มีโทษที่รุนแรงกว่าเดิม แต่การออกกฎหมาย ประชาชน ชาวบ้านชุมชน ไม่มีส่วนร่วม อาทิ พรบ.อุทยานฯ ในร่าง พรบ.อุทยานฯ ฉบับ สนช. จากข้อจำกัดและบทลงโทษ อ้างว่าจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพ ตามมาตรา26 ของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่า เพื่อสงวนและอนุรักษ์ แต่ข้อสังเกตุ การอนุรักษ์พืช สัตว์ ทรัพยากร แล้วคนกับชุมชนอยู่ตรงไหน ส่วนกฎหมาย การเก็บของป่า ในอุทยาน มีไม้ มีสัตว์ป่า ที่นิยามร่างไว้ พรบ.นี้ แต่ไม่มีของป่า ข้อสังเกตุ มีกำหนดโทษ ฝ่าฝืนระวางโทษ คุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
พร้อมตั้งคำถามว่า หากเข้าป่าไม่ได้ แล้วใครเป็นผู้ดูแลป่า เมื่อเกิดไฟไหม้ หลังจากอ่านแถลงการณ์ กลุ่มผู้ชุมนุม ส่งตัวแทนเดินทางไปยื่นหนังสือ ต่อประธาน สนช. เพื่อยืนหนังสือ นาย พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกรอนหน้านี้ มีการเจรจากับกรรมธิการที่ยกร่าง รธน.และ ตัวแทนจากจนท. อุทยาน ได้คำตอบว่า ไม่สามารถให้พชาวบ้าน เข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ชั้นหนึ่ง และ ชั้น 2ได้แม้จะอยู่มาก่อนตั้งแต่ ปี2545 ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครอง เพราะป่าต้นน้ำลำธาร ชั้นหนึ่ง และ ชั้น 2 เป็นป่าอนุรักษ์ที่สำคัญ
แต่ชาวบ้านตั้งคำถาม ถึง กรณี ครม. ไฟเขียวผ่อนผันให้ปูนซิเมนต์ไทย ทำเหมืองแร่หินในพื้นที่ป่าสงวนทับกวางและมวกเหล็ก
.