เนชั่นทีวี

ข่าว

SPCG ตั้งเป้าปี 62 รายได้เพิ่ม 7 พันล้าน จากธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม-โซลาร์รูฟ

25 ก.พ. 2562 | tananya_nak

SPCG ตั้งเป้าปี 62 รายได้เพิ่ม 7 พันล้าน จากธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม-โซลาร์รูฟ

SPCG ปันผลปี 2561 ที่ 1.20 บาท สูงกว่าปีผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิปี 2561 กว่า 2,923.6 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น เท่ากับ 2.70 บาท ซึ่งในครึ่งปีหลังจ่าย 0.65 บาท พร้อมประกาศแผนธุรกิจ 2562 ตั้งเป้าสร้างรายได้เพิ่ม 7 พันล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจาก 2 ธุรกิจหลัก โซลาร์ฟาร์ม และ โซลาร์รูฟ ดำเนินการโดยโซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ หรือ SPR บริษัทในเครือของ SPCG

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,923.6 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น เท่ากับ 2.70บาท เติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 ซึ่งมีกำไรสุทธิ จำนวน 2,822.1 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นจำนวน 101.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 4

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานที่ดี ในปีที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 จึงมีมติอนุมัติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานประจำปี2561 ในอัตราหุ้นละ 1.20 บาทซึ่งได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2561 - วันที่ 30 มิถุนายน2561 ไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.55 บาทคงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายในงวดนี้ อัตราหุ้นละ 0.65 บาทโดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันอังคารที่ 12 มีนาคม 2562 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2562โดยการจ่ายปันผลครั้งนี้ ยังสูงกว่าเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานปี2560 ที่ 1.15 บาทต่อหุ้น พร้อมทั้งกำหนดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562ในวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 เวลา 14.00 น. ณ ห้องคอนเวนชั่น เอบี ชั้น 1 โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 กรุงเทพฯ

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจสำหรับปี 2562 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตกว่า 7,000 ล้านบาทเติบโตจาก 2 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) จำนวน 36 โครงการด้วยกำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ และธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(Solar Roof) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟจำกัด หรือ SPR บริษัทในเครือของ SPCG

ดร.วันดีกล่าวถึงธุรกิจโซลาร์รูฟในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดดเนื่องจากลูกค้ากลุ่มภาคอุตสาหกรรม (Industrial) ให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะเมื่อลูกค้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้วต่างเห็นผลลัพธ์ที่ดีในการลดค่าไฟฟ้าในเวลากลางวัน ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานทำให้กิจการของลูกค้ามีกำไรเพิ่มขึ้น ธุรกิจโซลาร์รูฟของบริษัท จึงได้รับความนิยมแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นเพราะหลังการติดตั้งแล้ว สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้จริง ประกอบกับ SPR ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ของ Kyocera จากประเทศญี่ปุ่นที่มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน และยังมีการรับประกันถึง25 ปีด้วย

นอกจากลูกค้ากลุ่มภาคอุตสาหกรรมที่เป็นลูกค้าหลักแล้วลูกค้าในกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัย (Residential) ก็คาดว่าจะเติบโตมากเช่นกัน เนื่องจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(Power Development Plan : PDP)  ปี 2018ในส่วนของโซลาร์ภาคประชาชนจำนวน 100 เมกะวัตต์นอกจากจะมีส่วนช่วยในการประหยัดค่าไฟฟ้าในเวลากลางวันได้แล้วครัวเรือนที่สามารถผลิตหน่วยไฟฟ้าได้เกินกว่าการใช้งานยังสามารถจำหน่ายให้ภาครัฐได้ด้วยและหากประมาณการการติดตั้งให้แต่ละครัวเรือน ครัวเรือนละ 5 kWp สามารถครอบคลุมประชาชนได้ถึงปีละกว่า 20,000ครัวเรือนทีเดียวซึ่งเชื่อว่าจะกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและมีความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือSolar Roof มากขึ้นในปีนี้

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังขยายการลงทุนไปยังประเทศญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2561 คือโครงการ TottoriYonago MEGA Solar Farm ขนาดกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคือ UkujimaMega Solar Project ขนาดกำลังการผลิต 480         เมกะวัตต์ จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในต้นปี2562 และ โครงการโซลาร์ฟาร์ม ณ เมืองฟูกุโอกะ ขนาดกำลังการผลิต 65 เมกะวัตต์อีกด้วย 

ข่าวล่าสุด