แนวคิดการจัดตั้ง "กระทรวงอุดมศึกษา" พูดกันมานาน เพื่อแยกงานอุดมศึกษา เกี่ยวกับกำกับดูแลมหาวิทยาลัยต่างๆ ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เพราะมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่ยังเป็นส่วนราชการอยู่ ก็มีแนวทางในการบริหารที่คล่องตัว รวดเร็ว เป็นอิสระ แต่ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. เป็น 1 แท่งใน 5 แท่งของกระทรวงศึกษา แม้จะมีผู้บริหารเป็นระดับ 11 แต่ก็ควรแยกออกมา
ต่อมามีการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. โดยเพิ่มเติมเรื่องวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมเข้าไป เป็ฯร่างพระราชบัญญัติกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ปรากฏว่าสนช.รับหลักการวาระแรก แต่เมื่อบรรดาคณาจารย์ไปตรวจสอบเนื้อหาที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มี "กรมการอุดมศึกษา" อยู่ในกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ซึ่งคณาจารย์ทุกกลุ่ม ภายใต้การนำของที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และขัาราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ผสานเสียงกันคัดค้าน เพราะเท่ากับผิดหลักการที่จะยกระดับงานอุดมศึกษาให้มีอิสระ แต่เป็นการย้อนยุคกลับไปให้งานอุดมศึกษาอยู่ในหน่วยงานระดับกรม คล้ายๆ กับทบวงมหาวิทยาลัยในอดีต ซึ่งจะทำให้การบริหารงานอยู่ภายใต้ระบบราชการที่มีสายการบังคับบัญชายืดยาว เสี่ยงทำให้เกิดปัญหา มากกว่าจะแก้ไขให้ดีขึ้น
ล่าสุดมีรายงานว่า หลังจากตัวแทนคณาจารย์ทั้ง ทปอ. และ ทปสท. จับมือกันเคลื่อนไหวกดดัน ที่ประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ได้ยอมทบทวนเรื่องนี้แล้ว โดยถอดเรื่องกรมการอุดมศึกษาออกไป และให้ สกอ.มีสถานะเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา ตามหลักการเดิม
ช่วงนี้มีการแก้ไขอะไรกันแปลกๆ เป็นแนวย้อนยุค "ล่าความจริง" ยังได้ข้อมูลว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ให้แก้ชื่อตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน กลับไปเรียก "ครูใหญ่" เหมือนเดิมด้วย
ต้องรอดูว่าบรรดา ผอ.โรงเรียน หรือผู้เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษาจะออกมาเรียกร้องคัดค้านอีกหรือไม่ และต้องรอดูท่าทีของ สนช.ว่าจะยอมถอยหรือเปล่า เพราะสังเกตดูว่า ยิ่งใกล้เลือกตั้ง สนช.เริ่มยอมถอยหลายๆ เรือ่ง จากร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่มีข่าวว่าอาจถึงขั้นถอนร่างออกไปเลย มาถึงร่าง พ.ร.บ.กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็ยอมถอย หลังจากนี้ต้องจับตาว่ามีถอยอะไรอีก