การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ที่ประชุมมีความเป็นห่วงเรื่องเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก หากเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยปี 2562นับตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.4% หรือแข็งค่ามากสุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค เป็นรองเพียงค่าเงินรูเปียะห์อินโดนีเซียที่แข็งค่าขึ้น 3.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน
การแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลจากปัจจัยเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เพราะขาดแรงหนุน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องหลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ส่งสัญญาณถึงโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยที่ลดทอนลง รวมถึงผลจากการเกินดุลการค้าของไทย และการที่ต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เสริมให้เงินบาทแข็งค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งภาคเอกชนไม่ต้องการให้เงินบาทแข็งค่าอย่างก้าวกระโดดเช่นในปัจจุบัน
ด้านประธานสมาคมธนาคารไทย ปรีดี ดาวฉาย ระบุ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกจำเป็นต้องหาความรู้เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน และอยากให้เข้าร่วมรับฟังในการจัดให้ความรู้ที่ทางสมาคมธนาคารไทยและหน่วยงานภาครัฐร่วมกันจัดขึ้นหลายโอกาส ซึ่งนอกจากได้ความรู้แล้วยังได้รับคูปองช่วยเหลือในการซื้อเครื่องมือบริหารความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย