เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดผลการพัฒนาประเทศในรอบ 5 ปี (พ.ศ. 2557 – พ.ศ. 2561)

06 ก.พ. 2562 | tananya_nak

เปิดผลการพัฒนาประเทศในรอบ 5 ปี (พ.ศ. 2557 – พ.ศ. 2561)

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้าสูงขึ้นในด้านต่างๆ อย่างไรก็ดี จากรายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (The Global Competitiveness Report) ของ World Economic Forum (WEF) พบว่าประเทศไทยยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนโดยการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต (Efficiency-driven Country) เป็นหลัก เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร (GDP per capita) อยู่ที่ 3,000-8,999 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี ดังนั้น การพัฒนาประเทศให้มีการเติบโตเพื่อหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมการผลิต (Innovation-driven Country) หรือ Thailand 4.0 และประเด็นอื่นๆ ที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของความเท่าเทียม โอกาส คุณภาพชีวิต ความมั่นคง และความพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ตลอดจนการวางรากฐานการพัฒนาในระยะต่อไปให้มีความสมดุล ยั่งยืน

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้าสูงขึ้นในด้านต่างๆอย่างไรก็ดี จากรายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน(TheGlobal Competitiveness Report) ของ World Economic Forum (WEF) พบว่าประเทศไทยยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนโดยการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต (Efficiency-driven Country) เป็นหลัก เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร(GDPper capita) อยู่ที่ 3,000-8,999 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี ดังนั้น การพัฒนาประเทศให้มีการเติบโตเพื่อหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางจำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมการผลิต (Innovation-drivenCountry) หรือ Thailand 4.0 และประเด็นอื่นๆ ที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของความเท่าเทียม โอกาส คุณภาพชีวิต ความมั่นคง และความพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตตลอดจนการวางรากฐานการพัฒนาในระยะต่อไปให้มีความสมดุล ยั่งยืน

เมื่อพิจารณาภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการขยายตัวร้อยละ 1.0 ในปี 2557 เป็นร้อยละ 4.3 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 และคาดว่าทั้งปี 2561 จะขยายตัวร้อยละ 4.2 สำหรับในปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ4.0 ตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การออกจากสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร(Brexit)สงครามการค้า และดอกเบี้ยโลกแต่ทั้งนี้ยังคงมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อันเนื่องมาจากองค์ประกอบหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีการขยายตัวและกระจายตัวมากขึ้นในทุกด้านทั้งมูลค่าการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนรวมทั้งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยมีผู้ว่างงานคิดเป็นเพียงร้อยละ1 ของกำลังแรงงานรวม ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ตลอดจนสัดส่วนหนี้ภาครัฐทรงตัวจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลการพัฒนาประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา(พ.ศ.2557-2561) ภาครัฐมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้มีการเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในมิติต่างๆ ประกอบด้วย (1) การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันพร้อมกับให้ความสำคัญในการกำกับดูแลเศรษฐกิจฐานราก(2) การปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมของประเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสของประชาชน(3)การลดความเสี่ยงของประเทศในด้านต่างๆ (4) การสร้างความภาคภูมิใจและการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และ (5) การแก้ไขกฎหมายและปรับระบบการบริหารราชการแผ่นดินดังมีรายละเอียดที่สำคัญ ได้แก่

1.   การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันควบคู่กับ
การดูแลเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ประกอบด้วย


1.1    ความสามารถในการแข่งขัน


1.1.1  การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต(Innovation driven)ในช่วงปี2558-2561 ประเทศไทยมีการลงทุนกว่า 539,463 ล้านบาทในอุตสาหกรรม New S-Curve ประกอบด้วย (1) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (2)อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (3) อุตสาหกรรมดิจิทัล (4) อุตสาหกรรมอากาศยานและโลจิสติกส์ (5) อุตสาหกรรมเครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และได้กำหนดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพิ่มเติมได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งนี้การดำเนินการได้มีการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตโดยการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ที่จะยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลกโดยมีการอนุมัติโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่สำคัญเพื่อพัฒนาระบบการจัดการขนส่งแบบไร้รอยต่อ (Seamless Operation) ได้แก่ ระบบรางเพื่อเชื่อมโยง 3 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมืองอู่ตะเภา การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3ท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟเชื่อมโยง3 ท่าเรือ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น


1.1.2  การสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใช้นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจเพื่อให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ตามนโยบายThailand 4.0 การเพิ่มการลงทุนเพื่อการพัฒนา

การวิจัยและนวัตกรรม (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมและต่อยอดเชิงพาณิชย์ลดการนำเข้า และให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ทำให้การลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมมีสัดส่วนต่อGDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ0.5 ในปี 2556 เป็นร้อยละ 1 ในปี 2560 การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรมเพื่อบูรณาการ
การเรียนการสอนโดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาคนที่มีคุณภาพการสร้างนักรบเศรษฐกิจยุคใหม่โดยการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีทักษะ ความสามารถในการแข่งขันและอัตลักษณ์ที่ชัดเจน อาทิ พัฒนาศักยภาพและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการSMEsการสร้างและพัฒนา Tech Start up หรือ Startup ที่มีศักยภาพเชิงธุรกิจ การพัฒนา Smart Farmer และ Young Farmerนอกจากนี้ได้มีการแก้ไขปัญหาการค้าระหว่างประเทศและที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและกำหนดแนวทางการพัฒนาที่สำคัญเช่น การแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐฯเลื่อนสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญาจาก Priority Watch List (PWL) เป็น Watch List (WL) การจัดทำข้อตกลงทางการค้าเสรี(FTA) กับชิลีอินเดีย และฮ่องกง เป็นต้น

1.1.3  การสร้างความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยว โดยรักษาฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและพัฒนาการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะเมืองรองรวมทั้งรักษาการเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการท่องเที่ยวระดับโลกเพิ่มสัดส่วนของนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงโดยประเทศไทยถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของประเทศในเอเชีย - แปซิฟิกมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 10 ของโลกและสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 57,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ14.2 ต่อ GDP เป็นร้อยละ 18.4 ต่อ GDP ในปี 2561

1.1.4  การเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหลังจากหยุดนิ่งมา 10 ปี
โดยดำเนินการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและขนส่งไร้รอยต่อ เชื่อมไทยเชื่อมโลกและปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการอนาคต ด้วยการพัฒนาที่ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่ง อาทิ การลงทุนระบบรถไฟทางคู่ทั่วประเทศทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑลวงเงินรวมกว่า 2.4 ล้านล้านบาท การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม อาทิ การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุม59,255หมู่บ้าน การลงทุนโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศและการพัฒนาระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนาวงเงินรวม 13,779 ล้านบาท และ การปรับโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับรูปแบบการค้าการขนส่ง การเงิน และการบริหารจัดการภาครัฐแบบดิจิทัลยุคใหม่ (Digital Transformation) อาทิ การพัฒนาระบบ E-payment ระบบ National Single Window เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าการจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สำคัญ เช่น Doing Business Portal, TPMAP เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวางแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไป เป็นต้น

1.1.5  การดูแลการจัดการทรัพยากรของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงของการใช้ทรัพยากรอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนเช่น การพัฒนาทรัพยากรน้ำในภาคการผลิตที่สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 2.83ล้านไร่ และมีแหล่งน้ำสำหรับไร่นา 180,278 แห่ง รวมทั้งการจัดการอุทกภัยชุมชนเมือง14 แห่ง เนื้อที่ 0.4 ล้านไร่ สำหรับด้านพลังงานมีการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติโดยสามารถเปิดประมูลสัมปทานที่จะหมดอายุของแหล่งปิโตรเลียมบงกช-เอราวัณทำให้มีก๊าซธรรมชาติใช้อย่างต่อเนื่องลดการนำเข้าประมาณ 22 ล้านตัน หรือประมาณ 4.6แสนล้านบาท สร้างรายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท เป็นต้น

1.2    การดูแลเศรษฐกิจฐานราก การดำเนินการในระยะที่ผ่านมาภาครัฐมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนอาทิ การจัดสรรที่ดินทำกินและส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ใน 61 จังหวัด จำนวน46,674 ราย พื้นที่ 399,481 ไร่ การพัฒนา Smart Farmer มากกว่า 1ล้านราย การช่วยเหลือเกษตรกรที่มีปัญหา เช่น ช่วยเหลือชาวนา 3.63 ล้านครัวเรือน วงเงิน39,506 ล้านบาท และชาวสวนยาง 1.54 ล้านครัวเรือน วงเงิน 18,882 ล้านบาทเป็นต้น รวมทั้งได้มีการระบายข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว กว่า 17 ล้านตันการส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผ่านการพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่4,663 แปลง พื้นที่ 5.41 ล้านไร่ การใช้ Agri-Map เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่การวางแผนการผลิตและการตลาด การเพิ่มมูลค่าสินค้าของชุมชนผ่านการดำเนินโครงการสินค้าOTOP และส่งเสริมสินค้า GI สามารถขยายตลาดให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติด้วยการสร้างโอกาส


ในการจับคู่ธุรกิจและนำผลิตภัณฑ์ OTOP จำหน่ายบนเครื่องบิน และสามารถเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าOTOP ที่มีแนวโน้มการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก98,000 ล้านบาท ในปี 2557 เป็น 190,000 ล้านบาทในปี2561

นอกจากนี้ ภาครัฐได้ตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เช่น สินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านและซ่อมแซมบ้านและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยการให้สวัสดิการต่างๆ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การเปิดโครงการร้านธงฟ้า 


การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ตลอดจนการดำเนินการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองรวมทั้งสิ้นจำนวน 79,598 กองทุน เพื่อเป็นการสร้างรายได้ ส่งเสริมการออมรวมทั้งการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตให้เกิดความมั่นคงกินดีอยู่ดีและมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีการปรับตัวลดลง และ
ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลมีสัดส่วนของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยคิดเป็นร้อยละ50.4 ของสินเชื่อรวมจากธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด

สำหรับการพัฒนาให้เกิดการกระจายความเจริญออกสู่ภูมิภาคเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้และคุณภาพชชีวิตที่ดีขึ้นได้ดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 พื้นที่มีผู้ประกอบการSMEsสนใจจัดตั้งธุรกิจจำนวน3,017 ราย และมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI วงเงินรวม 8,818.5 ล้านบาทรวมทั้งได้ดำเนินการจัดทำกรอบแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน(SEC)เพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคใต้และมุ่งเน้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


2.   การปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมของประเทศ เป้าหมายการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเป้าหมาย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ประกอบด้วย 3แนวทางหลัก ดังนี้

2.1     การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการดูแลทุกข์สุขของประชาชน มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญของประเทศและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยกำหนดนโยบายและการดำเนินการที่สำคัญดังนี้

2.1.1  การศึกษา ได้แก่ การพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อวางรากฐานสู่การเติบโตในช่วงถัดไปอย่างมีคุณภาพและพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน โดยจัดทำมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ จัดทำ SchoolMapping และร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย การลดความเหลือมล้ำด้านการศึกษาโดยจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาสามารถสนับสนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสไปแล้วกว่า4.3 ล้านคน และ การยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกระดับทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อตอบโจทย์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตของประเทศ

2.1.2  การพัฒนาและยกระดับบริการสุขภาพขั้นปฐมภูมิให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับพื้นที่โดยกำหนดกลไกต่าง ๆ เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนในลักษณะเชิงรุก 


โดยบุคลากรทางด้านสาธารณสุขร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ คลินิกหมอครอบครัวซึ่งปี 2561 มีมากกว่า 800 ทีม มีแพทย์พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพถึงที่บ้านการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สนับสนุนการดำเนินงานของอสม. โดยเพิ่มค่าป่วยการเป็น 1,000 บาท การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระดับพื้นที่ผ่านการขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต(พชอ.) ทั้ง 878 อำเภอ นโยบาย "เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่" (UCEP)

ข่าวล่าสุด