ปัญหาบนเกาะเสม็ด โดยเฉพาะปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติฯ ทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชาวบ้านและสถานประกอบการ จำพวกโรงแรม รีสอร์ททั่วเกาะ ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทกันมาตลอด 4 ปี รวมถึงความเดือดร้อนจากราคาน้ำประปาบนเกาะเสม็ดที่แพง ล่าสุดประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่และเชิญหน่วยงานทุกหน่วยมาร่วมกันหาข้อยุติทุกปัญหาบนเกาะสวาทหาดสวรรค์แห่งนี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

การประชุมซึ่งใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง คณะผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงเรือไปยังเกาะเสม็ด เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่ จากนั้น พลเอกวิทวัส ให้สัมภาษณ์ว่า แนวเขตที่ดินทับซ้อนบนเกาะเสม็ด ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมธนารักษ์ และกอ.รมน.จังหวัดระยอง ร่วมกันรังวัดแนวเขตที่ดินใหม่ภายใน 30 วัน และให้มีการรับรองแนวเขตที่รังวัดใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต เนื่องจากพื้นที่ที่เกิดปัญหา (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการสร้างรีสอร์ทและโรงแรมที่พักรองรับนักท่องเที่ยว) ได้รับการผ่อนปรนตามมติคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ เมื่อปี 2543 หรือที่เรียกกันติดปากว่า "กบร.43"

นอกจากนั้นยังให้จังหวัดระยองแก้ไขมติ กบร.ปี 2543 ที่จำกัดจำนวนผู้เช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์บนเกาะเสม็ด 49 ราย ซึ่งบางส่วนเกี่ยวโยงกับพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปลี่ยนเป็นให้จำกัดที่จำนวนเนื้อที่แทน (อธิบายเพิ่ม...เพราะผู้เช่าที่ดินเกือบทุกรายเช่ามานาน บางรายมีลูกมีหลาน ก็แบ่งที่ดินให้ทำกิจการกันต่อ ทำให้ที่ดินถูกครอบครองจากเอกชนมากกว่า 49 ราย) และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่า ให้กรมธนารักษ์แจ้งชื่อให้กรมอุทยานฯทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาเมื่อมีการขออนุญาตก่อสร้างในอนาคต

ปัญหาเรื่องแนวเขตที่ดินซึ่งทับซ้อนกันระหว่างแนวเขตของอุทยานแห่งชาติฯ กับแนวเขตของกรมธนารักษ์ ซึ่งชาวบ้านและผู้ประกอบการเช่าใช้ประโยชน์อยู่นั้น "ล่าความจริง" ได้พูดคุยเพิ่มเติมกับ คุณอังกูร บัวศรี ธนารักษ์พื้นที่ระยอง ได้ข้อมูลว่า ปัญหาแนวเขตที่ดินไม่ควรเป็นปัญหายืดเยื้อขนาดนี้ เพราะเมื่อปี 2543 มีการตกลงร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ให้มีการผ่อนปรนตามมติ กบร.2543 ซึ่งหลังจากปี 2543 หน่วยงานรัฐกับชาวบ้านก็อยู่ร่วมกันได้ตามปกติ แต่พอปี 2559 ทางอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า - หมู่เกาะเสม็ด ได้มาพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวเขตอุทยานฯ เมื่อปี 2524 มาบังคับใช้ จนกลายเป็นว่าชาวบ้านที่เช่าที่ดินตามกฎหมาย กลับกลายเป็นผู้บุกรุกเสียเอง
ส่วนปัญหาที่ชาวบ้านบนเกาะเสม็ดต้องแบกรับภาระในการซื้อน้ำประปาราคาสูงถึงคิวละหลายร้อยบาทจากบนฝั่ง มาใช้ในการอุปโภคบริโภค เพราะไม่มีการวางท่อประปาไปยังเกาะเสม็ดนั้น ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน บอกว่า ได้ให้กรมอุทยานฯเร่งพิจารณาโครงการวางท่อน้ำประปาจากฝั่งไปยังเกาะเสม็ดตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองเสนอ ซึ่งมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม / และแผนการบำบัดน้ำเสียบนเกาะเสม็ด แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้แยกการดำเนินการระหว่างการวางระบบน้ำประปาและแผนการบำบัดน้ำเสีย โดยให้ทำคู่ขนานกันไปมั่นใจว่าชาวบ้านและผู้ประกอบการบนเกาะเสม็ดจะมีน้ำประปาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน