นางอรมน เสริมว่า "จากมาตรการทางการค้าที่ทั้งสองประเทศใช้ในปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถิติการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงของไทยจากมาตรการของทั้งสองประเทศ ในเบื้องต้น พบว่ามีสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ สูงขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการส่งออกไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้า ICT ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนสูงขึ้นซึ่งคาดว่าอาจเป็นเพราะไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกไปทดแทนสินค้าสหรัฐฯ ในตลาดจีน เช่น น้ำมันปิโตรเลียมดิบ สินค้าเกษตร จำพวกผลไม้ และกุ้งแช่แข็ง
ในขณะเดียวกัน สินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐฯ ตามมาตรา 232 ทำให้การส่งออกเหล็กและท่อเหล็กของไทยลดลงในปี 2561 ส่วนผลกระทบทางอ้อม ที่อาจเกิดขึ้นคือการเบี่ยงเบนทางการค้าของสินค้ามายังประเทศไทย โดยไทยมีการนำเข้าเหล็กจากจีนเพิ่มขึ้นในปี 2561 และยังมีสินค้าที่จีนส่งออกมาไทยเพิ่มขึ้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์บางรายการ และในปัจจุบันสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนว่าจะประกาศใช้มาตรา 232 กับสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งหากในที่สุดแล้วสหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะประกาศใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนจากประเทศต่างๆ ผู้ประกอบการไทยก็จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว"นางอรมนฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ในฐานะที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลก จึงต้องติดตามสถานการณ์ทางการค้าที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 อย่างใกล้ชิด รวมทั้งสถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพราะมาตรการทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายใช้ต่อกัน อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยได้ งานสัมมนาครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากภาคส่วนต่างๆ ได้ฟังการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการค้าจากผู้เชี่ยวชาญทั้งนักวิชาการสายเศรษฐกิจ และภาคเอกชนนักธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาโอกาสและขยายการส่งออกของไทย" ทั้งนี้ ในปี 2561 จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 80,136.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 8.67 ขณะที่สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 43,116 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 4.22