โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ร่วมเวทีสัมมนา ประกอบด้วย ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV และ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง ผู้อำนวยศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล โดยมีนาย สุภาพชาย บุตรจันทร์ และ ดร.รุ่งทิพย์ โชติณภาลัย ผู้ดำเนินการสัมมนา
งานสัมมนาสาธารณะ "มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง"
เริ่มที่ ศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง ผู้อำนวยศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล เปิดผลสำรวจ ความคาดหวังของประชาชนหลังการเลือกตั้ง 2562 พบว่า เศรษฐกิจ-การเมือง ยังเป็นจุดที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด อย่างด้านเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง หนี้สิน 30% ส่งเสริมราคาสินค้าเกษตร 17% ลดการว่างงาน 15% ลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ 13% การจับจ่ายใช้สอยที่คล่องขึ้น 11% ขณะที่ด้านการเมือง 2 อับดับแรก อยากได้นายกรัฐมนตรี เสียสละมีคุณธรรม และมีความเป็นผู้นำ นอกจากนั้นยังพบว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุดหลังการเลือกตั้ง คือ ประเทศมีความสงบสุข มีประชาธิปไตย และปราศจากคอร์รัปชั่น
การปฏิรูปการศึกษาต้องสำเร็จ 10 ปีข้างหน้า คุณภาพการศึกษาต้องดีระดับสากล
ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา กล่าวบนเวทีว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขวิกฤตการศึกษามีปัญหาหนัก 4 ข้อ ได้แก่
1) คุณภาพต่ำการเรียนการสอนยังไม่ดีขึ้น เน้นการท่องจำ เทียบกับต่างประเทศไม่ได้
2) ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงมากทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ เป็นปัญหาข้ามรุ่น
3) ไร้ความสามารถการแข่งขันกับต่างชาติ ตกอยู่ในอันดับที่ 56 ของโลก ถือเป็นตัวถ่วงประเทศไทย
4) ใช้งบประมาณสูงถึง 150,000 ล้านบาท เพื่อการศึกษา แต่กลับไม่ได้ผล
เกือบ 20 ปีให้หลัง ประเทศไทยปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษา ต้องสำเร็จให้ได้ เพราะจะมีผลการพัฒนาเศรษฐกิจตามไปด้วย ขณะนี้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 10 ล้านกว่าคน ขณะที่ในระดับอุดมศึกษาจากที่ก้าวหน้ามาก กลับถูกประเทศอื่นนำ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย ที่ระบบการศึกษาพัฒนาหลังไทย สถาบันศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยไม่ติดใน 200 อันดับแรกของโลก ส่วนใน 300 อันดับ มีติดเป็นที่เดียว ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวต่อว่า พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้ประกาศใช้แล้ว เพื่อให้ผลักดันบางส่วน เนื่องจากไทยประสบกับวิกฤตการศึกษา โดยมีโรงเรียนกว่า 30,000 โรงเรียน แต่โรงเรียนที่มีปัญหาถึง 10,000 โรงเรียน ต้องแก้ไข โดยวิธีการแก้ไข ต้องจัดการที่ระดับครูและโรงเรียน ไม่ใช่ระบบด้านบน สั่งการลงมา และปัจจุบันนี้ มีเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว ควรให้นักเรียนเข้าถึง รวมทั้งต้องเปลี่ยนหลักสูตรจากท่องจำ มาเป็นการสร้างสมรรถนะ หากทำได้จะทำให้ระบบการศึกษาพัฒนาทุกระดับของผู้เรียน วิกฤตการศึกษาไทยต้องรีบแก้ไขให้ได้ผลแม้ต้องใช้เวลา แต่บางด้านสามารถแก้ไขได้ในระยะเวลา 3-5 ปี เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเปลี่ยนรัฐบาล ก็ต้องมีการแก้ไขต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนระดับไหน โดยต้องมีกลไกแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง มีการแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างที่เป็นข้อจำกัด เช่น ข้อกำหนดกการมีใบประกอบวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว
การเมืองไทย เศรษฐกิจไทย ปรับทันหรือไม่?
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ กล่าวบนเวทีว่า ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นสิ่งที่ท้าทายไทยในยุคดิจิทัล ดังนั้นการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งในลักษณะทวิภาคี หรือพหุภาคจึงมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ผลประโยชน์ต่อประเทศ รศ.ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า ไทยเป็นสมาชิกข้อตกลงระหว่างประเทศหลายกลุ่ม แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มาก เช่น ข้อตกลง AFTA หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน ไทยได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น และเริ่มผลักดันการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยต้องให้ความสำคัญและวางแนวปฏิบัติเพื่อได้ให้ประโยชน์ ได้แก่ 1) Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) หรือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ASEAN 10 ประเทศกับคู่ภาคี อีก 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ 2) Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement (TPP) หรือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก เป็นความตกลงการค้าเสรีกรอบพหุภาคีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี เพราะจะทำให้มีความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และทางการศึกษาอยู่แล้ว เพราะความก้าวหน้าทางดิจิทัล ทำให้คนส่วนหนึ่งที่ฉลาดอยู่แล้วจะมีโอกาสมากขึ้น จากการเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่องว่างจะกว้างมาก โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง การเมืองต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ รศ.ดร.สมชาย กล่าว
ต่างคนต่างมียุทธศาสตร์การเมือง แต่ที่ยังขาดคือ ยุทธศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวบนเวทีว่า อย่าฝากความหวังไว้กับนักการเมือง เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นมาหลายยุคแล้ว เห็นได้ชัดจากผลสำรวจความเห็นประชาชน ที่ให้คำตอบเดิมถึงความต้องการพื้นฐาน ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจจากหน่วยงานใดและสำรวจช่วงใด ได้แก่ ความต้องการให้แก้ไขปัญหาปากท้อง ต้องการนักการเมืองที่มีคุณธรรมเสียสละ ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม การพัฒนาการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ คำตอบเหล่านี้สะท้อนถึงความเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และเป็นคำตอบที่จะไม่ได้เจอในประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าเขียนกฎหมายได้ดีแค่ไหน ก็ยังวนเวียนอยู่ในการแย่งชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ยุคเลือกตั้ง ก็เป็นการแย่งชิงระหว่างพรรคการเมือง ยุคปฏิวัติรัฐประหาร เป็นการแย่งชิงระหว่างทหารกับพลเรือน รศ.ดร.เจษฏ์ ยังมองว่า การพัฒนาทางการเมืองให้เป็นผลดีกับบ้านเมือง เป็นโจทย์ใหญ่มากสำหรับไทยที่ไม่เคยทำได้ ไทยมีการดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศแบบตั้งรับ รวมทั้งขาดการตระหนักและคำนึงถึงผลประโยชน์ จากความสัมพันธ์และข้อตกลงระหว่างประเทศ และนับจากการปฏิวัติยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไม่มีการปฏิรูปประเทศ แม้มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี 2560 ก็ยังไม่ช่วยให้ไทยพัฒนาได้มาก เนื่องจากยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกกลุ่มในทุกด้าน สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นคิดว่าเมื่อไปหย่อนบัตรแล้ว ภายหลังการหย่อนบัตรชีวิตจะเป็นอย่างไร เราฝากความหวังกับนักการเมืองไม่ได้ แต่ฝากความหวังกับตัวเองได้ ที่ผ่านมาทุกเรื่องของประเทศ ประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้นสุดท้ายแล้ว หย่อนบัตรแล้ว ประชาชนก็ยังต้องไปช่วย นักการเมืองไม่ว่าจะมาจากระบบการเมืองแบบไหน หากเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ยึดหลักการ นำหลักการมาสู่การปฏิบัติได้ ในหลายประเทศ นักการเมืองไม่ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญเอง ที่ญี่ปุ่น คนที่เขียนรัฐธรรมนูญให้คือศัตรูที่มาทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา มาจากระบอบประธานาธิบดี มาเขียนรัฐธรรมนูญให้กับระบอบรัฐสภา นี่คือการสร้างสรรค์ ไทยต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาทำประโยชน์ รศ.ดร.เจษฏ์ กล่าว
นโยบายเกษตรกรรม กรรมที่ถูกใครกำหนด
ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร กล่าวบนเวทีว่า ศักยภาพด้านการเกษตรของไทยจะด้อยลงต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยเป็นประเทศการเกษตรที่มีประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เป็นเกษตรกร เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตร ดังนั้นจึงมีผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศในระยะต่อไป การแข่งขันด้านการเกษตรของไทยในการค้าโลก กำลังถดถอยจากผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันเวียดนาม นำหน้าไทยในการประกวดข้าวของโลกเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือ ข้าวหอมลำดวนของกัมพูชา อันดับ 3 คือข้าวหอมมะลิของไทย ขณะเดียวกันพริกไทยและกาแฟอันดับหนึ่งของโลก คือเวียดนาม ขณะที่กัมพูชาได้อันดับหนึ่งของโลกในเรื่องของมันสำปะหลัง ส่วนการส่งออกไม้ผลที่เคยทำรายได้สูงก็ลดลง ประเทศไทยมีข้อดี คือ 1) พันธุกรรม พืชเขตร้อน ประมงเขตร้อน ปศุสัตว์เขตร้อน นับเป็นจุดแข็ง 2) คือความรู้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เรียนรู้จากสิ่งที่ไทยประสบความสำเร็จทำให้ระยะเวลาการเรียนรู้สั้น การออกแบบให้หน่วยรัฐหรือเกษตรกรเป็นเรื่องจำเป็น
อย่างไรก็ตามไทยต้องพัฒนาชุดความรู้ด้าน Value Chain และการวิจัย ที่ยังมีน้อย เช่น การควบคุมระยะเวลาการส่ง ควบคุมกระบวนการสุกของผลไม้ เราพอคาดการณ์ได้ว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องส่งสัญญานให้ผู้ข้องเกี่ยวรับรู้มากที่สุด ไทยตกขบวนไม่ได้ ถ้าสินค้าเกษตรเราโดนคุกคามเราจะอยู่อย่างไร เราทำได้ถ้ามีนโยบายช่วย เชื่อในศักยภาพของคนไทย เพียงแต่เราเพิกเฉยมากเกินไป เราไม่ตระหนักกับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องเกษตร สิ่งที่ต้องจับตามองอีกประเด็น คือการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วระดับกลางจากจีนมาเวียงจันทร์ ที่จะแล้วเสร็จในปี2564 ไทยควรได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย โดยต้องเป็นพันธมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไทยไม่มีชายแดนติดกับจีน ขณะที่เมียนมาเป็นประเทศที่มีอนาคตมาก เพราะมีพรมแดนติดกับจีนและอินเดีย ซึ่งจีนจะใช้ประเทศเหล่านี้ เช่น อ่าวตังเกี๋ย เป็นเส้นทางออกทะเล ไม่อ้อมแหลมฉบัง เส้นทางเหล่านี้จะเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรของประเทศไทยทั้งหมด ไทยต้องปรับตัว ต้องมีแนวทางการจัดการ ดร.วรชาติ กล่าว
ขอให้เลือกตั้งเร็วที่สุด เพราะมีภารกิจที่ต้องจัดเรื่องความเหลื่อมล้ำอีกมากมายรอเราอยู่
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กล่าวบนเวทีว่า การเลือกตั้งมีความสำคัญ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่าง ประชาชนต้องทำเอง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำหลังเลือกตั้งเรื่องแรก คือการสร้างความเท่าเทียมในเรื่องคุณภาพชีวิต อย่างเช่น การรักษาพยาบาลระหว่างประชาชน และข้าราชการที่มีการรักษาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงต้องทำให้การรักษาพยาบาลมีความเท่าทียมกัน จากเปอร์เซ็นต์ความเท่าเทียมในเรื่องคุณภาพชีวิตที่มีประมาณ 4% หวังว่าจะเพิ่มขึ้น 40% หลังเลือกตั้ง ค่ารักษาพยาบาลเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากในเวลานี้มีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก จนกระทบกับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ไปใช้บริการ เพราะในการใช้สวัสดิการของรัฐอย่าง บัตรทอง ที่มีสถานรักษาพยาบาลที่อยู่ห่างจากที่พักอาศัยเป็นต้น ดังนั้นค่ารักษาพยาบาลจึงมีการตรวจสอบได้ และมีเพดานราคา อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่มีการกำกับราคาค่ารักษาพยาบาล ด้วยเหตุนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง สิ่งที่ต้องทำหลังเลือกตั้ง คือการผลักดันค่ารักษาพยาบาลให้เกิดความท่าเทียมกัน มีการตรวจสอบได้ ควรมีการผลักดันเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการให้ชัดเจนมากขึ้น อย่างเช่น ระบบประกันสังคม ที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ได้เท่าที่เสียภาษี ในรูปแบบมูลค่าเพิ่มเหมือน ๆ กันทุกคน โดยอาจจะเข้าไปจัดลำดับงบประมาณแผ่นดินของประเทศ ที่มีประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท แต่ไม่สามารถให้งบประมาณเพียง 300 ล้านบาทให้กับองค์กรผู้บริโภค การจัดลำดับงบประมาณเพื่อนำมาใช้อย่างมีประโยชน์ เพื่อทำให้ประชาชนมีความมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น 1)การศึกษา ต้องให้เรียนไปจนถึงระดับปริญญาตรีฟรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 2) ต้องให้ผู้บริโภคมีอำนาจการต่อรอง เนื่องจากผู้บริโภคทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำให้สินค้าพัฒนาคุณภาพ และส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดีขึ้น 3)ระบบการขนส่ง ควรมีเพดานราคาให้ประชาชนจ่ายเพียง 10% ของรายได้ขั้นต่ำ