เนชั่นทีวี

ข่าว

เราจะอยู่กับฝุ่น "PM2.5" ได้อย่างไร ?

18 ม.ค. 2562 | thanongsak

เราจะอยู่กับฝุ่น "PM2.5" ได้อย่างไร ?

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 ที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต้องพบเจอมาเป็นเวลากว่า 2 เดือน จะเห็นได้ว่าภาครัฐก็ยังไม่ออกมาตรการอย่างจริงจังเพื่อที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤติดังกล่าวอย่างถาวรได้

ช่วงเช้าของทุกๆวัน ที่สวนลุมพีนีพื้นสีเขียวใจกลางกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เสมือนปอดของคนกรุง จึงไม่แปลกที่มีผู้คนวิ่งออกกำลังกายสูดอากาศบริสุทธิ์เป็นจำนวนมากจึงเป็นภาพที่ชินตา แต่เช้าวันนี้กลับแตกต่างไปจากเช้าวันอื่นๆ สภาพอากาศที่มีหมอกหนา ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า นี่จะเป็นฝุ่นละอองขนานเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ผู้คนที่วิ่งไปด้วยและใส่หน้ากากอนามัยไปด้วย จึงเป็นภาพที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก แม้จะอยู่ในพื้นที่อากาศบริสุทธิ์มากที่สุดในเมืองกรุงแล้วก็ตาม
เป็นเวลากว่า 2 เดือนที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับฝุ่นละอองขนานเล็ก PM2.5 จนทำให้บางคนมีอาการแสบจมูก ไม่สบาย และหลายคนกังวลถึงอันตรายต่อสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต
ฝุ่นละอองขนานเล็ก PM2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือมีขนาดเล็กประมาณ 1 ใน 25 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ จุดกำเนิดมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ถือเป็น 2 สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศในเมืองกรุง ฝุ่นละอองที่ปกคลุมอากาศจนดูเหมือนหมอก มันคือแหล่งปนเปื้อนของสารเคมีหลายชนิดที่คนเรามองไม่เห็น
ทว่าเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กอยู่ที่ 70-80 ไมโครกรัม ซึ่งกรมควบคุมมลพิษตั้งค่ามาตรฐานฝุ่นละอองPM2.5ไว้ที่ 50 ไมโครกรัม ขณะที่องค์การอนามัยโลกตั้งมาตรฐานค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5ไว้ที่ 25 ไมโครกรัม สะท้อนว่าดัชนี้ชี้วัดค่าPM2.5 ของเราอันตรายสูงกว่า เสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ถ้าสูดดมฝุ่นละอองขนานเล็กเข้าไปที่จมูกก็จะเกิดระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนบน หรือถ้าเข้าเส้นเลือดก็จะเกิดภาวะการอักเสบของเส้นเลือด และโดนที่ตาก็จะทำให้เกิดอาการเคืองตา ผิวหนังก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง หรือถ้าเข้าเส้นเลือดก็จะเกิดภาวะการอักเสบของเส้นเลือด เพราะฉะนั้นโรคที่จะตามมาในกลุ่มนี้คือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคหอบหืด / โรคถุงลมโป่งพอง แต่ถ้าในระยะยาวจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ ซึ่งโรคพวกนี้ถือเป็นโรคเรื้อรังที่จะตามมาในอนาคต รักษายังไงก็ไม่หายไป


ปฎิเสธไม่ได้ว่าการจราจรที่หนาแน่นของกรุงเทพมหานครไม่สามารถแก้ไขได้ ควันดำที่ถูกปล่อยออกมาจากรถโดยสารสาธารณะที่ใช้น้ำมันดีเซลและยังเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงเป็นต้นเหตุหลักของการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5ที่กำลังเป็นวิกฤติขนะนี้ คำถามก็คือ หน่วยงานภาครัฐจะมีมาตรการจัดการอย่างไร และถ้าแก้ไม่ได้เราจะอยู่กับมันอย่างไร
การฉีดน้ำตามริมถนนของกรุงเทพมหานคร เป็นแนวทางหนึ่งของภาครัฐที่คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ยังมีการทำฝนเทียมเพื่อให้ฝนช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่นให้เบาบางลง และบรรเทาผลกระทบลงไปได้บ้าง แต่ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กยังสูงเกินค่ามาตรฐาน
รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานเร่งรัดและทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมเสนอหลายมาตรการเพื่อแก้ปัญหา เช่น แนวทางการใช้น้ำมัน B20 รถเมล์ ขสมก. การเปลี่ยนรถยนต์จากรถโดยสารเก่าให้เป็นรถโดยสาร NGV รถโดยสารไฟฟ้า และรถโดยสารไฮบริด 2,800คัน ภายในปี 2565 การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 การจำกัดรถบรรทุกเข้าเขตกรุงเทพมหานครในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมไปถึงขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลให้หันมาใช้รถโดยสารสาธารณะแทน เพื่อที่จะได้ช่วยกันลดค่าฝุ่นละออขนาดเล็กPM2.5ลง


แต่สำหรับเลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย นายสนธิ คชวัฒน์ เห็นว่ามาตรการที่ภาครัฐพยายามแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กขนะนี้ยังไม่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ความเป็นจริง เพราะว่ากรุงเทพมหานครยังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าและอุโมงค์อีกหลายแห่งรวมไปถึงรถยนต์ในกรุงเทพมหานครเกือบ 10 ล้านคันซึ่งยังใช้นำมันยูโร 3 อยู่ และคงปฎิเสธไม่ได้ว่าประชาชนคงต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อไปอีกหลายปี ภาครัฐต้องมีมาตรการที่ช่วยลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้อย่างจริงจัง
ซึ่งถ้าหากต้องการให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ภาครัฐก็ควรต้องมีมาตรการสนับสนุน ทั้งการลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า ลดราคาค่าตั๋วรถเมล์หรือให้บริการฟรีในบางวัน แจกหน้ากากอนามัยฟรี รวมไปถึงอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ เพราะถ้าประชาชนตัดสิทธิตัวเองที่จะไม่ขับรถยนต์ส่วนบุคคลภาครัฐก็ต้องเสียสละและช่วยสนับสนุนประชาชนด้วย
แต่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลับมองว่ามาตรการของภาครัฐตอนนี้เป็นมาตรการที่ดี แต่ต้องเพิ่มความเข้มงวดให้มากขึ้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าหลายประเทศ
ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีประชากรโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะมลพิษทางอากาศเฉลี่ย 6.5-7 ล้านคนต่อปี เป็นเด็กถึง 1.7 ล้านคน ในปี 2560 ซึ่งจีนและอินเดียคือประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษและฝุ่นละอองสูงที่สุดในโลก โดยในประเทศจีนอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ล้านคน ส่วนอินเดีย กว่า 6 แสนคน ขณะที่ในประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 5 หมื่นคน ในจำนวนนี้ 2.2 หมื่นคนเสียชีวิตเพราะสูดเอาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกินมาตรฐานเข้าไปจนเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็งปอด โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่าเกือบ 90% คนที่เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศอยู่ในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง เช่น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มแปซิฟิกตะวันตกรวมถึงจีนมีแนวโน้มระดับความเข้มข้นค่าฝุ่นละออง PM 2.5 สูงขึ้น และเมืองใหญ่ของโลก 30 เมืองที่ก่อมลพิษมากที่สุดมี 25 แห่งอยู่ในเอเชีย
โดยมีการจัดอันดับ 10 เมือง ที่มี 'มลพิษทางอากาศ' มากสุดในโลกใน ปี 2560 จากการวัดค่า PM 2.5 ขององค์การอนามัยโลก ประกอบด้วย 1.เมืองซาบอล (อิหร่าน) 217 มคก./ลบ.ม. 2.เมืองกวาลิเออร์ (อินเดีย)176 มคก./ลบ.ม. 3.เมืองอัลลอฮาบาด (อินเดีย) 170 มคก./ลบ.ม. 4.เมืองรียาด (ซาอุดิอาระเบีย) 156 มคก./ลบ.ม. 5.เมืองอัลจูเบล (ซาอุดิอาระเบีย) 152 มคก./ลบ.ม. 6.เมืองปัฏนา (อินเดีย) 149 มคก./ลบ.ม. 7.เมืองไรปูร์ (อินเดีย) 144 มคก./ลบ.ม. 8.เมืองบาเมนดา(แคเมอรูน) 132 มคก./ลบ.ม. 9.เมืองซิงไต่ (จีน) 128 มคก./ลบ.ม. 10.เมืองเปาติ้ง (จีน) 126 มคก./ลบ.ม.

เมื่อเรายังต้องอยู่กับฝุ่นละอองขนานเล็กPM 2.5 ต่อไป ประชาชนเราควรอยู่กันอย่างไร แน่นอนว่าการปรับตัวเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องรู้จักป้องกันตัวเองให้ได้ รองอธิบดีกรมควบคุมโรคแนะว่า ประชาชนในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องทำงานในที่โล่ง เช่น แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตำรวจจราจร และอาชีพอื่นๆ ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ในระยะยาว
สอดคล้องกับเลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ที่ฝากไปถึงภาครัฐว่า ถ้ารู้ว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5ประเทศไทยต้องเจอทุกปี ควรมีการเตรียมแผนไว้ล่วงหน้าและมีมาตรการที่จริงจังเข้มงวดมากกว่านี้
จากนี้ประชาชนอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต่อไปอีกหลายปี ตราบใดที่ภาครัฐไม่ลงมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ปัจจัยเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการลดปริมาณฝุ่นPM2.5จากต้นกำเนิดให้ได้ เพราะถ้าแก้ไม่ได้ เราก็ต้องมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนเช่นทุกๆปี

ข่าวล่าสุด