เลือกตั้ง ส.ส.แพ้ที่ไหนก็แพ้ได้ แต่ต้องไม่แพ้ที่"เชียงใหม่" บ้านเกิดของสองนายใหญ่ที่ลี้ภัยอยู่ต่างแดน "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"อดีตนายกรัฐมนตรี
หากดูย้อนดูสถิตินับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 กระแส"ทักษิณฟีเวอร์" ทำให้เกิดปรากฎการณ์ "แดงแลนด์สไลด์"ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะ "เชียงใหม่" กินรวบยากที่พรรคอื่นจะเจาะไข่แดงได้ ซึ่งเลือกตั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคเพื่อไทยกวาดเรียบทั้ง 10 เขต คือ เขต 1 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เขต 2 นายกฤษฎาภรณ์ เสียมภักดี เขต 3 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เขต 4 นายวิทยา ทรงคำ เขต 5 นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เขต 6 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เขต 7 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เขต 8 นายนพคุณ รัฐผไท เขต 9 นายสุรพล เกียรติไชยากร และ เขต 10 นายศรีเรศ โกฏิคำลือ
ขณะที่ปัจจุบันเขตเลือกตั้งถูกลดเหลือ 9 เขต และการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงเพียง 2 คน คือ เขต 1 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เขต 2 นายนพคุณ รัฐผไท เขต 3 นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม เขต 4 นายวิทยา ทรงคำ เขต 5 นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เขต 6 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เขต 7 นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เขต 8 นายสุรพล เกียรติไชยากร และเขต 9 นายศรีเรศ โกฏิคำลือ
ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ได้มีการเปิดตัวว่าผู้สมัคร ส.ส.ไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2561 ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ประกอบด้วย เขต 1 นายพจนารถ ศรียารัณย คนสนิทของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ , เขต 2 นางศรีพรรณ เขียวทอง อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี , เขต 3 นายพรชัย อรรถปรีชายางกูร อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย , เขต 4 นางกิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ,
เขต 5 นางสาวเดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ , เขต 6 นายสันติ ตันสุหัช อดีต ส.ส.พรรคความหวังใหม่ และพรรคไทยรักไทย, เขต 7 นายบดินทร์ กินาวงศ์ แกนนำชาวไร่ยาสูบ , เขต 8 นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ คนสนิท นายก อบจ.เชียงใหม่ และเขต 9 นายนรพล ตันติมนตรี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน
สนามเลือกตั้งเชียงใหม่ หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการฟาดฟันระหว่าง "เพื่อไทย" กับ "พลังประชารัฐ" ฝ่ายหนึ่งเป็นแชมป์เก่าที่มีกระแสนายใหญ่เป็นพลังขับเคลื่อน อีกฝ่ายมีทั้งอำนาจรัฐและกระสุนดินดำ ที่หวังว่าจะเจาะไข่แดงให้ได้สัก 1-2 เขต ส่วนพรรคอื่นๆ เป็นเพียงไม้ประดับ
หากดูตามรายชื่อที่เปิดตัวออกมานั้นจะมีเพีียง เขต 3 ที่เพื่อไทยส่งผู้สมัครหน้าใหม่ อย่างนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ส่งนายพรชัย อรรถปรียางกูร อดีตส.ส.จากพรรคไทยรักไทย ที่ร้างเวทีไปนาน แม้จะเป็นหน้าใหม่ถอดด้าม แต่ขายความเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นทายาทเจ้าของตลาดสดต้นพยอมและโรงแรมพิงค์พยอม ทุนทรัพย์ไม่ต้องพูดถึง
บวกกับได้ฉันทามติให้ลงเขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อ.สันกำแพง อ.แม่ออนและ อ.ดอยสะเก็ด โดยเฉพา อ.สันกำแพง เป็นพื้นที่บ้านเกิดของตระกูลชินวัตร สามารถเชื่อขนมกินได้เลยว่า นายจักรพล นอนมาแบบไม่ต้องมีพระนำ ยกเว้นเจอวิชามาร หรือมีอำนาจรัฐเข้ามาบีบ
ส่วนเขต 4-5 แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐ ส่งสองแม่ลูกตระกูล ณ เชียงใหม่ นักการเมืองชื่อดัง "กิ่งกาญจน์-เดือนเต็มดวง" ลงชน กับนายวิทยา ทรงคำ และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯและอดีตส.ส.รุ่นลายคราม ฝ่ายแรกย้ายมาหลายพรรคตั้งแต่พรรคความหวังใหม่ ไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ก่อนจะมาลงเอยพลังประชารัฐ แต่การเลือกตั้งครั้งหลังๆไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ ณ เวลาฝ่ายแชมป์เก่า ยังเป็นต่อหลายช่วงตัว
เช่นเดียวกับ เขต 6 พลังประชารัฐ ส่งนายสันติ ตันสุหัช อดีตส.ส.เชียงใหม่ 3 สมัยจากพรรคความหวังใหม่ และไทยรักไทย ก่อนจะย้ายมาสวมเสื้อพรรคมัชฌิมาธิปไตยและพ่ายแพ้ให้กับนายประสิทธิ์ วุฒินันชัย จากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นคู่แข่งที่เคยแพ้ให้กับนายสันติ หลายสมัยติดต่อกัน เลือกตั้งหนนี้มาแข่งกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีตส.ส. ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แม้ชื่อชั้นนายสันติ จะเป็นอดีต ส.ส. แต่ก็ยากที่จะต่อกรกับนายจุลพันธ์
ส่วนเขต 9 (อ.แม่แจ่ม, อ.ฮอด, อ.ดอยเต่า และ อ.อมก๋อย) ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ยกคณะเดินทางมาพบปะประชาชนชาวแม่แจ่มและใกล้เคียง ถือเป็นนายกฯคนแรกที่มาเยือนพื้นที่ พร้อมขายฝัน "แม่แจ่มโมเดล" เพื่่อเพิ่มพื้นที่ป่า ซึ่งภาระกิจดังกล่าวอาจจะมีส่วนดึงคะแนนช่วยนายนรพล ตันติมนตรี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน และเป็นหลานชายของ"หนุ่มดอยเต่า"นายอำนวย ยศสุข อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และอดีตส.ว. แต่ต้องมาเจอกระดูกชิ้นโต อย่างกำนันศรีเรศ โกฏิคำลือ ซึ่งฐานเสียง-กระสุนดินดำ มีเหลือเฟือ
ภาพภาระกิจ "ลุงตู่"เดินสายพบประชาชน ในพื้นที่อื่นๆ อาจจะมีส่วนช่วยในเรื่องคะแนนเสียงผู้สมัครไม่มากก็น้อย แต่พื้นที่ จ.เชียงใหม่ น่าจะช่วยได้ไม่มากนักเพราะปัจจัยหนึ่งเป็นฐานที่มั่นของตระกูลชินวัตรและอุดมไปด้วยคนเสื้อแดง บวกกับกระแสคนเบื่อสีเขียว การปราบคอรัปชั่นของคนใกล้ตัว และภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย เป็นแรงผลักให้คนเชียงใหม่ ออกจากบ้านเดินเข้าคูหา เพื่อกา "เพื่อไทย"