เนชั่นทีวี

ข่าว

เงินหายเพราะรับใช้ชาติ? เสียงจาก "พนักงานของรัฐ" สธ.

14 ม.ค. 2562 | wanchat

เงินหายเพราะรับใช้ชาติ? เสียงจาก "พนักงานของรัฐ" สธ.

นี่คือภาพการชุมนุมประท้วงของกลุ่ม "นักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุข" เมื่อปี 2543 ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบาย "คุมกำเนิดข้าราชการ" ซึ่งหมายถึงการไม่เพิ่มอัตราข้าราชการในทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข


กลุ่มนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุขที่มีมากกว่า 24,000 คน เซ็นสัญญาวาดฝันกันชัดเจนว่า เมื่อเรียนจบมาจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทันที แต่สุดท้ายก็ผิดหวังจากนโยบายดังกล่าว โดยที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการจ้างงานประเภทใหม่ทดแทน นั่นก็คือ "พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข"
หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ถึงตำแหน่ง "พนักงานของรัฐ" ก็คือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับเงินเดือนเทียบเคียงกับบัญชีเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนโดยอนุโลม ส่วนการเลื่อนเงินเดือน วันเวลาทำงาน การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการสิ้นสุดการจ้าง เหมือนข้าราชการทุกประการ ภาษาราชการเรียกว่า "มีศักดิ์และสิทธิ์เหมือนข้าราชการทุกประการ"

แต่แรงกดดันจากการออกมาเดินขบวนเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศนับหมื่นชีวิต ทำให้สุดท้ายคณะรัฐมนตรีมีมติบรรจุและแต่งตั้งให้พนักงานของรัฐกลุ่มนี้เป็น "ข้าราชการ" แต่ในกระแสความยินดีปรีดานั้น พวกเขาเพิ่งมารู้ภายหลังว่า ไม่มีการนำระยะเวลาการปฏิบัติงานในช่วงที่เป็น "พนักงานของรัฐ" มาคิดรวมเป็นอายุราชการด้วย ส่งผลกระทบต่อการคำนวณบำเหน็จบำนาญเมื่อเกษียณอายุราชการ หรือลาออก เพราะทำให้ได้รับบำเหน็จหรือบำนาญต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

สีรุ้ง ทับทิม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพุทธรักษา จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งนักเรียนทุนรุ่นแรก บอกว่า อายุราชการที่หายไปถึง 4 ปี กระทบต่อเป้าหมายหลังเกษียณอายุราชการที่คาดหวังเอาไว้ เพราะแม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มากในแต่ละเดือน แต่ก็เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในบั้นปลายชีวิตที่ต่อเติมความสุขและกำลังใจในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ อย่างเธอ
ในทัศนะของ อารีรัช จำนงค์ผล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับสีรุ้ง เธอมองแบบเดียวกันว่าต้นเหตุของปัญหานี้มาจากนโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาล เพราะทุกคนได้รับคำยืนยันว่า ตำแหน่ง "พนักงานของรัฐ" ไม่ต่างอะไรกับข้าราชการ มีสวัสดิการเหมือนกันทุกอย่าง ทำให้พวกเธอมีกำลังใจในการทำงาน ทุ่มเทอย่างเต็มที่ แต่พอมาทราบตอนหลังว่า อายุราชการต้องหายไป 4 ปี ทำให้กำลังใจในการทำงานถูกบั่นทอนลงไป และกลายเป็นความเหลื่อมล้ำกับพยาบาลรุ่นก่อนและรุ่นหลังเธอ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะกลุ่มพยาบาลเท่านั้น เพราะนักเรียนทุนสาธารณสุขโดนกันถ้วนหนั้า อย่าง เภสัชกรหญิง ดวงแก้ว อังกูรสิทธิ์ เภสัชกรวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลสมุทรสาคร เล่าว่า พวกเธอกว่า 2หมื่นชีวิตเหมือนเป็นหนูทดลองของรัฐบาลในการปฏิรูประบบรีาชการที่ไม่มีความพร้อมมากพอ สุดท้ายเมื่อมีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น แต่เรียกร้องมาตลอด 19 ปี กลับไม่ได้รับการเหลียวแล
ปัญหาที่พวกเขาและเธอรู้สึกเหมือนถูกหลอก ก็เพราะไม่เคยทราบข้อมูลเหล่านี้มาก่อนเลย อย่าง คุณหมอพลสันต์ สันธนพิพัฒน์กุล นายแพทย์ชำนาญการ แผนกศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งเป็นนักเรียนทุนรุ่นที่ 2 เล่าว่า ตอนแรกที่จบการศึกษา ไม่ทราบเหมือนกันว่าอายุราชการต้องหายไป มาทราบภายหลังเมื่อมีคนลาออกก่อนเกษียณ แล้วพบว่าอายุราชการไม่ครบ ถูกเว้นวรรค-ไม่นับ ช่วงที่เป็นพนักงานของรัฐ

อายุราชการที่หายไป นำไปสู่การคำนวณบำเหน็จบำนาญที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะได้จริงๆ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละกว่า 5 พันบาท ถ้าอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ปี ก็เท่ากับเงินในอนาคตหายไปกว่า 1 ล้านบาท ในยุคที่พวกเขาและเธอกลายเป็นผู้สูงอายุ อาจไม่มีรายได้จุนเจือทางอื่นอีกแล้ว นอกจากเงินบำนาญที่พอให้ได้กินใช้ไปแต่ละเดือน

ข่าวล่าสุด