เมื่อไล่เรียงดูจังหวะเวลา จะพบว่าทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงหลังวันที่ 4 มกราคม ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 15 ปีเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่จากค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งถือกันว่าเป็น "วันเสียงปืนแตก" หรือจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ไฟใต้ในห้วง 15 ปีมานี้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้ตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯคณะใหม่ขึ้นมา และดีเดย์เปิดตัวกันในวันที่ 4 มกราคมเช่นกัน รวมทั้งเปิดเวทีต่อภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนเป็นแรกครั้งแรกที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมาด้วย
ที่ปรึกษารองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง อาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร ให้สัมภาษณ์ในรายการคมชัดลึก ทางเนชั่นทีวีว่า สาเหตุส่วนหนึ่งของความรุนแรงในช่วงนี้ น่าจะมาจากการที่ทั้งไทยและมาเลเซียช่วยกันกดดันกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐและฝ่ายกองกำลังติดอาวุธให้เข้าสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ทำให้ฝ่ายขบวนการรู้สึกว่าพื้นที่ในการเคลื่อนไหวมีน้อยลง จึงก่อเหตุรุนแรงตอบโต้ และมีความเสี่ยงว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกในช่วงวันสำคัญทางสัญลักษณ์ต่างๆ
สำหรับการพุ่งเป้าก่อเหตุไปที่ชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชคต. ซึ่งระยะหลังตกเป็นเป้าบ่อยครั้งนั้น อาจารย์ปณิธาน บอกว่า เป็นเพราะประชาชนในพื้นที่ปฏิเสธความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบมีน้อยลง เหลือแต่เจ้าหน้าที่ที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและชุมชน เช่นชุดคุ้มครองหมู่บ้าน ชุดคุ้มครองครู ซึ่งมีความเปราะบางกว่าเจ้าหน้าที่ปกติ เนื่องจากต้องทำตัวให้เหมาะสมกับการอยู่ในโรงเรียน หมู่บ้าน ตลาด และโรงพยาบาล จึงตกเป็นเป้าลอบทำร้ายได้ง่ายกว่า
"ล่าความจริง"ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากข้อมูลของอาจารย์ปณิธานด้วยว่า แกนนำฝ่ายกองกำลังของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ถูกกดดันให้เข้าร่วมโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ จนต้องย้ายที่อยู่ ไม่สามารถพำนักอยู่ที่เดิมได้นั้น มีแกนนำคนสำคัญอย่าง นายดูนเลาะ แวมะนอ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นประธานกลุ่มบีอาร์เอ็น รวมอยู่ด้วย โดยนายดูนเลาะ หลบหนีหมายจับคดีก่อการร้ายของทางการไทยอยู่ในประเทศมาเลเซีย และก่อนหน้านี้มีข่าวว่าถูกทางการมาเลเซีย นำโดยอดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยฯคนใหม่ี กดดันให้เข้าร่วมโต๊ะพูดคุย จนต้องหนีไปอินโดนีเซีย แต่ข่าวนี้ไม่มีแหล่งข่าวยืนยันอย่างเป็นทางการ