นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า นายษิทรา กล่าวหาว่าตนเองร่วมกับรองผู้กำกับสืบสวนสภ. บางปะอิน รวมกันแก้ไขข้อความในรายงานบันทึกประจำวัน โดยเขียนแทรกเรื่องการแจ้งความของตนไว้ท้ายคดีอื่น โดยตนเองยืนยันว่าในวันที่ 28 พฤศจิกายน ตนเองไปแจ้งความจริง ไม่ได้เป็นการเขียนบันทึกประจำวันย้อนหลัง แต่ตนเองก็ไม่ทราบว่าทำไมเจ้าหน้าที่จึงเขียนท้ายคดีอื่น ตนเองมีหน้าที่เพียงลงนามชื่อหลังให้ถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น
เบื้องต้นหลังจากการสอบถามพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ก็ทราบว่าตนเองยังไม่ถูกแจ้งข้อหาหรือดำเนินคดี เนื่องจากคู่กรณีเพียงมาลงบันทึกให้พนักงานสอบสวนทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น
นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามจากการที่นายษิทรานำสำเนาบันทึกประจำวันฉบับดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน เป็นการได้มาซึ่งเอกสารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการเซ็นรับรองสำเนาจากพนักงานสอบสวน และไม่ได้เป็นคู่ความในคดี ดังนั้นในสัปดาห์หน้าตนเองจะเดินทางไปสอบถามกับตำรวจสภ.บางปะอิน ว่านายษิทราได้เอกสารดังกล่าวไปได้อย่างไร หากพบว่าได้เอกสารไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
"ยืนยันว่าการแจ้งความกลับนั้น ไม่ได้ทำไปเพราะความแค้นส่วนตัว แต่นายษิทราทำผิดกฎหมาย จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมมองกลับว่าเป็นฝ่ายนายษิทราที่ออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง เพื่อล้างแค้นที่ตนเองเคยกล่าวหา ทั้งเรื่องรับเงิน เรื่องข่มขืนหญิงสาว และคดีหวย 30 ล้าน โดยหากเรื่องดังกล่าวไม่จริง เหตุใดนายษิทราจึงไม่เคยออกมาชี้แจงเลย" นายอัจฉริยะ กล่าว