ปีนี้ คิม จอง-อึนมาในสไตล์ใหม่ทั้งชุดและฉาก โดยเปลี่ยนจากสูทสไตล์เหมาเป็นชุดสูทแบบสากลพร้อมผูกเนคไท ส่วนฉากก็เป็นเปลี่ยนจากการยืนบนโพเดียมในที่ประชุมสภามาเป็นการนั่งเก้าอี้หนังในห้องทำงานโดยฉากด้านหลังแสดงให้เห็นชั้นวางหนังสือพร้อมภาพของอดีต 2 ผู้นำ ได้แก่ นายคิม อิล-ซุงซึ่งเป็นปู่และผู้ริเริ่มการกล่าวสุนทรพจน์ในวันปีใหม่ และนายคิม จอง-อิล บิดา
ในสุนทรพจน์ความยาวราวครึ่งชั่วโมงที่เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ทางการในช่วงเช้าวันปีใหม่คิม จอง-อึน ใช้เวลากว่า 20 นาทีกล่าวถึงประเด็นการพัฒนาในประเทศแต่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษก็คือประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่เจรจากับสหรัฐฯเมื่อปีที่แล้ว โดยคิมย้ำว่าเขาพร้อมที่จะนั่งคุยกับทรัมป์ทุกเมื่อโดยเกาหลีเหนือเคยให้คำมั่นไปแล้วว่าจะไม่ผลิต ใช้งาน หรือแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์แต่หากสหรัฐฯ ยังคงผิดคำสัญญา คว่ำบาตรกดดันเพียงฝ่ายเดียวต่อไปเกาหลีเหนือก็อาจต้องเลือกเส้นทางใหม่เพื่อปกป้องอธิปไตยของตัวเองซึ่งนี่ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า คิม จอง-อึน ยังคงมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯอยู่นั่นเอง
ส่วนในด้านความสัมพันธ์ระหว่าง2 เกาหลีนั้นคิมกล่าวว่าปีที่ผ่านมาได้ก้าวสู่หน้าใหม่โดยปีนี้เขาเสนอให้เกาหลีใต้กลับมาเปิดทำการนิคมอุตสาหกรรมแกซองบริเวณใกล้เขตปลอดทหารอีกครั้งและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้กลับมายังภูเขาในภาคตะวันออกของประเทศอย่างไม่มีเงื่อนไขพร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้เกาหลีใต้ยุติการซ้อมรบกับสหรัฐฯ เป็นการถาวรและสานต่อการเจรจาพหุภาคีเพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการด้านกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ได้ออกมาขานรับท่าทีล่าสุดของผู้นำเกาหลีเหนือโดยระบุในแถลงการณ์ว่า ความมุ่งมั่นของคิม จอง-อึนจะส่งผลบวกต่อการแก้ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีอย่างราบรื่นในปีใหม่นี้