ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การทางการพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ชาญชัย โพธิ์ทองคำ ระบุ สหภาพฯไม่เห็นด้วยกับมติคณะกรรมการ กทพ. เรื่องขยายอายุสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 อีก 37 ปี เพื่อแลกกับการจ่ายค่าชดเชยให้ผู้รับสัมปทาน โดยขอให้ทบทวนมติทั้งหมดที่เกี่ยวกับการขยายอายุสัมปทาน รวมทั้งขอทราบผลการศึกษา เพื่อพิจารณาว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ และขอให้ทำความเข้าใจกับพนักงานแทนการแจ้งเพื่อทราบ ก่อนนำเสนอตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ด้านประธานกรรมการ กทพ. สุรงค์ บูลกุล ระบุ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ กทพ.ชำระค่าเสียหายให้บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ หรือ NECL ผู้รับสัมทานทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีอีเอ็ม ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสร้างทางแข่งขันเป็นวงเงินรวม 4,300 ล้านบาท
ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการได้เจรจากับบีอีเอ็มจนได้ข้อสรุปที่คิดว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมและคณะกรรมการ PPP พิจารณา แต่ในเมื่อสหภาพฯไม่เห็นด้วย ก็จะทบทวนรายละเอียดอีกครั้ง
สำหรับผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่าจะขยายอายุสัญญาสัมปทานทุกโครงข่ายทั้งทางด่วนขั้นที่ 2 รวมส่วน D ช่วงพระราม 9-ศรีนครินทร์ และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 1 พ.ย.2569 ออกไปเป็นระยะเวลา 37 ปี รวมงานก่อสร้าง 4 ปี โดยให้สิ้นสุดสัญญาพร้อมกันในปี 2600 เริ่มตั้งแต่ปี 2563 ปรับค่าผ่านทางทุก 10 ปี ในอัตรา 10 บาท และแบ่งรายได้ให้ กทพ.สัดส่วน 60% ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน เพื่อลดภาระหนี้ข้อพิพาทที่มีต่อกันคิดเป็นมูลค่า 137,515.6 ล้านบาท