ชาวบ้าน ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ยืนยันหนักแน่นว่าจะคัดค้านการสร้างเขื่อนวังหีบ อย่างถึงที่สุด พร้อมยื่นคำขาดว่า ต้องยุติโครงการดังกล่าวโดยไม่มีเงื่อนไข มีการออกแถลงการณ์ระบุ
"พวกเราประชาชนคนวังหีบ อยู่อาศัย และทำกินในผืนแผ่นดินแห่งนี้มานานร่วมร้อยปี รกราก เลือดเนื้อ และจิตวิญญาณของเราฝังลึกอยู่ในผืนดินแห่งนี้จนเป็นเนื้อเดียวกัน เราจึงไม่เคยคิดที่จะอพยพโยกย้ายถิ่นฐานบ้านเราออกไปอยู่ที่อื่น เพราะที่นี่คือบ้านของเรา
การที่รัฐบาลพยายามที่จะยึดคืนพื้นที่อันเป็นบ้านของเราเพื่อนำไปสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำโดยอ้างถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อการเกษตร เป็นแหล่งท่องเที่ยว และอื่นๆตามที่ใช้กล่าวอ้างเป็นเหตุผลที่กรมชลประทานใช้กับทุกพื้นที่การสร้างเขื่อนของประเทศ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถยอมรับได้"
ด้านนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมต่างออกมาเสนอความเห็นแย้งแล้วว่าการสร้างเขื่อนไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หรือขาดแคลนน้ำ เพราะในหลายพื้นที่ที่มีเขื่อนอยู่แล้วก็ยังต้องประสบกับปัญหานี้ในทุกฤดูกาล
ส่วนการอ้างถึงแหล่งท่องเที่ยวยิ่งไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะบ้านวังหีบแห่งนี้มีสายและมีธารน้ำตกที่สวยงาม และยังเป็นผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวิภาพที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช และของประเทศ ที่สามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติได้ดีกว่าการนำไปสร้างเขื่อน และที่มากไปกว่านั้นคือบริเวณที่จะมีการเวนคืน และยึดคืนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินจากประชาชนเกือบหนึ่งร้อยครัวเรือนนี้ คือการล่มสลายของชุมชนชนบทอีกแห่งหนึ่งที่พวกเราไม่สามารถทำใจยอมรับได้
ดังนั้น การที่รัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นการปิดหูปิดตาไม่รับฟังเหตุผล และข้อเรียกร้องของประชาชนตามที่ได้พยายามนำเสนออย่างมีเหตุผลตามขั้นตอนของระบบการเมืองการปกครองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
ในขณะที่การดำเนินการในพื้นที่ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคงเข้ามาในชุมชนบ้านวังหีบอย่างผิดปกติ
ล่าสุดยังมีการโปรยใบปลิวของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนโครงการออกมากล่าวร้ายกับกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านโครงการ ทั้งยังอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงอย่างไม่เหมาะสม เพียงหวังจะปิดกั้นการแสดงออกของพวกเราในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการที่ต้องการออกมาสื่อสารกับสังคม และสาธารณะเพื่อให้รับรู้ถึงความทุกข์ร้อน และความไม่ชอบธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเรา
"ในนามของกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำวังหีบ ที่ได้รวมตัวกันเพื่อการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม และการดำรงชีวิตบนแผ่นดิน ผืนป่า และสายน้ำแห่งนี้มาอย่างสุขสงบเรียบง่ายตั้งแต่บรรพบุรุษ เราขอประกาศว่าพวกเราจะยืนหยัดอยู่อาศัยในที่แห่งนี้โดยจะไม่ยอมอพยพโยกย้ายไปไหน"
กรมชลประทาน ย้ำทำตามระเบียบและ กฎหมาย ดันเขื่อนวังหีบ
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เสริมชัย เซียวศิริถาวร บอกว่า ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์หลักของโครงการวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริก่อนว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเก็บกักน้ำ สำหรับส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขต อ.ทุ่งสง พื้นที่ได้รับผลประโยชน์ประมาณ 13,014 ไร่ ครอบคลุม 24 หมู่บ้าน 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลนาหลวงเสน ตำบลหนองหงส์ ตำบลควนกรด และตำบลนาไม้ไผ่ ประมาณ 12,821 ครัวเรือน
นอกจากนี้ ยังใช้ประโยชน์เพื่อรักษาระบบนิเวศ การอุปโภคบริโภค และส่งน้ำดิบเพื่อการประปาได้อีกด้วย สำหรับกรณีของการบรรเทาอุทกภัยในเขต อ.ทุ่งสง นั้น ขอชี้แจงว่า กรมชลประทาน ได้มีการศึกษาแผนหลักโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองทุ่งสงไว้แล้ว ซึ่งจะได้เร่งรัดโครงการฯและเตรียมความพร้อมก่อนการก่อสร้างต่อไป
ส่วนกรณีพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนวังหีบ อยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้น 1 เอ และเป็นป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นั้น ขอชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2546 กำหนดไว้ว่า "กรณีจำเป็นที่ต้องขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ต่อคณะรัฐมนตรี ส่วนราชการจะต้องจัดทำรายงาน EIA เสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) พิจารณาก่อนเพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง" ซึ่งกรมชลประทานได้มีการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อให้เป็นไปตามนัยมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว
"โครงการวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช ต้องนำเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เนื่องจากโครงการฯ ได้ผ่านการทำตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบของทางราชการกำหนดไว้แล้ว หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่นำเรื่องดังกล่าว เสนอต่อที่ประชุม ครม. ทั้งที่โครงการฯได้ผ่านการทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว เช่นการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การรับฟังความเห็นประชาชน และการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นต้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจมีความผิดได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำโครงการฯดังกล่าว ยังมีสิทธิร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ เนื่องจากผ่านความเห็นชอบของ ครม.มาแล้ว ไม่ต้องเริ่มฟ้องที่ศาลปกครองชั้นต้น"
"ปราโมทย์" วอนกรมชลฯ หยุดอ้างโครงการในพระราชดำริ ดันเขื่อนวังหีบ