โครงการสร้างคนไทยสุขภาพดีด้วยนมแม่และการบริโภคผักผลไม้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูผลการดำเนินงาน ในจังหวัดนครพนม ที่เน้นการสนับสนุนให้ทารกดื่มนมแม่ เพื่อสร้างเซลล์สมอง เพิ่มไอคิว สร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างเสริมพฤติกรรมการกินผักผลไม้ในประชาชนทุกกลุ่มอายุให้ได้วันละ 4 ขีด ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมต่อการสร้างสุขภาพ
นาง นันทวัน ยันตะดิลก ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า จากการสำรวจและศึกษาวิจัย พบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเหมาะสม สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชนทั่วโลกได้ปีละกว่า 820,000 คน การกินนมแม่ 1 ปี ช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งเต้านมของแม่ได้ร้อยละ 6 และเด็กจะมีไอคิวเพิ่มขึ้น 3 จุด ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นการส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ สามารถลดการสูญเสียรายได้ถึง 6,741 ล้านบาทต่อปี แต่จากการสำรวจขององค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) พบว่าประเทศไทยมีเด็กได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพียงร้อยละ 23 เท่านั้น เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประชาคมอาเซียน
โดยปัญหามาจากทั้งความเชื่อสมัยใหม่ จากโฆษณาตามสื่อ ว่าการดื่มนมผงจะให้คุณค่ามากกว่าการให้เด็กดื่มนมแม่ และความเชื่อดั้งเดิม จากผู้สูงอายุ ที่ส่วนใหญ่ต้องทำหน้าที่ช่วยเลี้ยงหลานแทนพ่อแม่ของเด็กที่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่น ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเลี้ยงตามความเชื่อ ว่าให้เด็กดื่มน้ำ หลังการดื่มนม จะทำให้ตาใส และเป็นการล้างปาก บางรายยังให้เด็กทานไข่บด กล้วยบด ตั้งแต่เด็กอายุ 1-2 เดือน ซึ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อที่ผิด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งช่วยกันลงพื้นที่ไปสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และให้ความรู้ประชาสัมพันธ์
"คำว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือน ไม่ใช่แค่เลี้ยงนมแม่ให้ครบ 6 เดือน แต่หมายถึงต้องให้นมแม่ เพียงแค่ "อย่างเดียว" เท่านั้น ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่สามารถให้อาหารอย่างอื่น แม้แต่น้ำเปล่ากับทารกได้ เพราะในนมมีส่วนผสมของน้ำอยู่แล้ว หลังดื่มนมแม่ ไม่จำเป็นต้องให้ดื่มน้ำตามไป เพราะกระเพาะอาหารเด็ก เล็กนิดเดียว ไม่สามารถย่อยอะไรได้ ทุกอย่างจะเริ่มต้นที่หลัง 6 เดือนไปแล้ว เพราะลำไส้เด็กเหมาะกับการย่อยนมแม่มากที่สุด หากไม่อย่างนั้นแล้ว จะทำให้เด็กมีปัญหาลำไส้อุดตัน ท้องอืด "
ขณะเดียวกันยังพบว่า ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือไม่มีนมแม่ให้ทารกดื่ม เพราะแม่ไปทำงานต่างถิ่น ซึ่งปัจจุบันนี้ สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้ และที่ผ่านมา ทางโครงการฯ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ในพื้นที่ต่างๆที่เข้าไปดำเนินการ เช่น ของ รพ.สต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม ไปสอนวิธีการทุกขั้นตอนให้กับแม่เด็ก
"จริงๆแล้ว ปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ เพราะมีหลายบริษัทที่ให้บริการขนส่งนมแม่ เราได้ศึกษาวิธีการที่ทำได้ดีที่สุดและทดลองทำแล้ว จึงได้เข้าไปสอนให้คำแนะนำกับแม่ ซึ่งจะสอนตั้งแต่การสังเกตเด็ก ว่ากินนมแม่ว่ากินวันละเท่าไหร่ การเก็บน้ำนม การแพ็คน้ำนมใส่ถุง วิธีการเก็บรักษา จนถึงการขนส่งกลับมาที่บ้าน ซึ่งระบบคมนาคมการเดินทางสะดวกมากขึ้น แม้จะไปทำงานในเมืองหลวง หรือจังหวัดใกล้เคียง ก็สามารถส่งกลับมาได้ เพื่อให้เด็กที่อยู่กับผู้สูงอายุ สามารถกินนมแม่ได้ตลอดจนครบ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย และเมื่อคำนวนค่าใช้จ่าย ถุงนมที่จำเป็นต้องซื้อ ค่าขนส่ง รวมแล้ว ก็ยังถูกกว่าการซื้อนมผงหลายเท่า" นางสาว ศศิธร เมืองโคตร พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ดอนนางหงส์ กล่าว
สำหรับการดำเนินงานโครงการสร้างคนไทยสุขภาพดีด้วยนมแม่และการบริโภคผัก ดำเนินการไปแล้ว ในพื้นที่ 34 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ของ 5 จังหวัด คือ พิษณุโลก สระแก้ว นครพนม ราชบุรี และตรัง ครอบคลุมประชากรประมาณ 400,000 คน โดยมุ่งมั่นให้ประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 มีความรู้ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และการกินผักผลไม้ให้ได้ตามเกณฑ์ 4 ขีดขึ้นไป เพื่อให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้อย่างเข้มแข็ง ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพให้คนไทยไร้โรคต่อไป
"สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ที่ถูกต้อง กับทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ต้องเลี้ยงดูลูกหลานอยู่กับบ้าน นอกจากล้างความเชื่อแบบเดิมๆ ยังจะต้องสร้างทัศนคติใหม่ ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองกำลังเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่คนแบกรับภาระ ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไปมันน่าจะขยายผล เป็นแรงกระเพื่อมดีๆต่อไปในอนาคต" นาง นันทวัน ยันตะดิลก ผู้จัดการโครงการสร้างคนไทยสุขภาพดีด้วยนมแม่และการบริโภคผักผลไม้ กล่าวทิ้งท้าย